ัตย์เสมอมา ข้าเองก็เช่นกัน”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้างขึ้นมาทันที
นักพรตผู้นี้ช่างเก่งกาจนัก! ถึงสามารถอธิบายเหตุผลที่ซับซ้อนปานนี้ให้นางเข้าใจได้ในทันที!
แม่นางสามสีกำกระดูกไก่ในมือไว้แน่น ในใจรู้สึกทึ่งนัก
“ข้าอิ่มแล้ว…”
ซ่งโหยววางชามแล้วลุกขึ้นยืน เช็ดปากพลางก้มมองหม้อใบใหญ่ที่ยังเหลืออาหารอยู่อีกครึ่งหนึ่ง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “แม่นางสามสีกินเสร็จแล้วก็วางหม้อทิ้งไว้ที่นี่เถิด มื้อเที่ยงยังกินได้อีกมื้อ กินเสร็จแล้วค่อยล้างให้สะอาดแล้วนำไปคืนเจ้าของเดิมที่ตีนเขา เมื่อคืนข้าไม่ได้นอนเลย รู้สึกง่วงเล็กน้อย ขอนอนพักสักงีบก่อน”
“ตกลง!”
บนยอดเขาเงียบสงัดไร้ผู้คน สายลมพัดเอื่อย เมฆาเบาบาง
ซ่งโหยวหยิบผ้าขนสัตว์ออกมาจากถุงใส่ผ้าแล้ว เขานอนลงไปโดยไม่มีหมอนหรือผ้าห่ม เพียงหนุนลำแขนของตนเองเท่านั้น เห็นทัศนียภาพตรงหน้าเป็นผืนฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล
ท้องนภานั้นงดงามเสมอมา
หมู่เมฆขาวพริ้วไหวราวกลุ่มควัน แทรกตัวด้วยสีครามจางๆ สีฟ้าที่ทอประกายออกมานั้นคล้ายไร้ขอบเขต มิอาจเพ่งมองได้โดยตรง หากมัวจ้องมองไม่วางตา จะรู้สึกว่ามันเป็นดั่งหุบเหวลึกแฝงด้วยแรงดึงดูดอันตราย ไม่ว่าสายตาจะจ้องมองอยู่เนิ่นนานเพียงใด ก็ไม่มีวันได้พบกับจุดสิ้นสุด ภายในใจหาได้มีเพียงความรู้สึกอันอ้างว้าง แต่ยังรู้สึกสะท้อนใจในความเป็นมนุษย์ต่ำต้อยของตนเอง ยากจะหลีกเลี่ยงความหวั่นไหวนั้นได้
ทว่าสิ่งนี้กลับเป็นเรื่องด