ี
ซ่งโหยวจึงชื่นชอบการแหงนมองท้องฟ้ายิ่งนัก
ฟิ้ว…
นกนางแอ่นกางปีกโผบินผ่านนภากาศอย่างแคล่วคล่อง
ดูเหมือนว่าเด็กหญิงข้างกายเขาจะกินเสร็จแล้ว ถึงได้ยินเสียงนางเก็บถ้วยชามไปล้างแว่วมาจากใกล้ๆ
ซ่งโหยวจ้องมองท้องฟ้าต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสียงรอบข้างสงบลง เมื่อเขาหันหน้าไปมอง ก็เห็นแม่นางสามสีนั่งยองๆ อยู่เพียงลำพังหน้ากอหญ้าเข็มแห้งเหลือง ร่างเล็กๆ ที่ขดตัวกลมอยู่นั้น สูงกว่ากอหญ้าเพียงน้อยนิด นางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงนำใบหญ้าเหล่านั้นมาบรรจงถักเป็นเปีย เสมือนว่ามันเป็นเส้นผมอย่างไรอย่างนั้น
นางรู้ว่าซ่งโหยวกำลังนอนพักผ่อน จึงเล่นอยู่เพียงลำพัง
ซ่งโหยวก็ไม่ได้รบกวนนาง เขาเลิกมองท้องฟ้าแล้วหันหน้ากลับมา ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าใบหญ้ามาปิดตา ในที่สุดก็สู่ห้วงนิทราไป
บางที…นี่อาจเป็นวิถีชีวิตดั่งเทพเซียนรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตะวันก็คล้อยต่ำลงส่งสัญญาณว่าเป็นยามบ่ายแล้ว
ต้นหญ้าเข็มบนยอดเขากว้างเพียงหนึ่งถึงสองจั้งถูกถักทอเป็นเปียผมทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่อยู่ใต้ผ้าขนสัตว์ ทว่ากลับไร้ร่างเงาของเด็กหญิงตัวน้อย
“…”
ซ่งโหยวลุกขึ้นนั่งก่อนจะหยัดกายยืนขึ้น เขาเดินไปที่ริมเนินดิน เป็นไปตามคาด แม้แต่หญ้าเข็มบนลาดเขาก็ยังถูกถักเป็นเปียเรียบร้อย เขาเดินวนรอบขอบเนินดินไปได้ครึ่งรอบ จึงได้พบกับเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งขดตัวชันเข่าอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างหญ้าที่ถูกถักเปียแล้วกับห