ยาทอยู่บ้าง ทว่ามหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่เหลือคณา ท่านกลับเอ่ยปากเพียงคำเดียวหมายจะยึดครองน่านน้ำนับพันลี้ไว้เพียงผู้เดียว ก็นับว่าเกินไปสักหน่อย” ซ่งโหยวเงยหน้ามองมังกรยักษ์ที่เวียนว่ายอยู่ในหมู่เมฆ พลางกล่าวอย่างราบเรียบ “ไม่สู้ให้ข้าเป็นคนกลางช่วยรับประกัน หาเกาะสักแห่งที่ไม่ได้รบกวนท่านจ้าวสมุทรให้พวกเขาพำนัก จากนี้ไปท่านยังคงเป็นจ้าวแห่งท้องนทีดังเดิม ส่วนพวกเขาก็เพียงอาศัยอยู่บนเกาะที่ท่านไม่ใคร่จะได้ย่างกรายไปบ่อยนัก ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกัน และนับจากนี้ไป ท่านจ้าวสมุทรก็ห้ามก่อเรื่องบนผิวน้ำจนกระทบต่อการเดินเรืออีก ท่านเห็นเป็นอย่างไร”
“แล้วเจ้าเป็นใครกัน”
“แซ่ซ่ง นามโหยว นามรองเมิ่งไหล เป็นนักพรตจากอำเภอหลิงเฉวียนแคว้นอี้โจวแห่งต้าเยี่ยน” ซ่งโหยวแนะนำตัวละเอียดขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย “และเป็นทายาทแห่ง… อารามฝูหลง”
“อารามฝูหลง! ช่างบังอาจนัก!”
“คำว่า ‘ฝู’ ในที่นี้ หมายถึงการเร้นกาย”
“แล้วหากตัวข้าไม่ฟังเล่า”
“หากยังสร้างผลกระทบต่อการเดินเรือ ข้าก็จะให้แปลว่า ‘สยบ’ แทน”
“สามหาว!”
ครืนนน…
พายุฝนโหมกระหน่ำไปทั่วหล้า เสียงอสนีบาตดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างมหึมานับร้อยวาที่สีดำขลับประดุจน้ำหมึก เกล็ดสะท้อนแสงแวววาว ม้วนตัวไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
จอมมารทั้งสองต่างตั้งท่าเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มกำลัง
ทว่าในที่สุดลมฝนและเสียงฟ้าคำรนก็สงบลง
แม้จ้าวสมุทรจะบำเพ็ญ