็เลยกระโดดบ้าง”
“รีบขึ้นฝั่งเถิด…”
ซ่งโหยวไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับนางอีก เขาชี้ไปที่หาดทรายเบื้องหลัง จากนั้นก็คว้าเชือกที่หัวเรือ ออกแรงลากเรือลำน้อยขึ้นไปบนหาดทรายทีละนิด
ในระหว่างนั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงฉุดจากทางด้านหลัง
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าแม่นางสามสีกำลังคาบปลายเชือกเอาไว้ ออกแรงช่วยเขาลากอย่างสุดกำลัง อุ้งเท้าเล็กๆ ทั้งสี่ข้างเหยียบลงบนทราย ยามออกแรงเท้าก็จมลงไปในผืนทราย ไม่รู้ว่านิ้วเท้าใต้ผืนทรายนั้นจะกางออกจนเป็นรูปดอกไม้หรือไม่
ครืด…
ท้องเรือขูดกับทรายจนเกิดเป็นรอยทาง
“ตกกลางคืนน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เราต้องลากเรือไปให้ไกลหน่อย แล้วผูกเรือไว้กับต้นไม้ต้นนั้น”
“อื้อๆ…”
ในที่สุดตัวเรือก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างจากชายฝั่งไป
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก หากไม่มีแม่นางสามสีช่วยออกแรง ข้าคงเหนื่อยแย่เลย” ซ่งโหยวเอ่ยขณะผูกเชือก “เจ้าช่วยข้าได้อีกแล้ว”
ทว่าแม่นางสามสีผู้ขยันสร้างคุณูปการกลับไม่ได้ตอบเขาทันที
ซ่งโหยวจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองนาง
ไอน้ำเหนือทะเลก่อตัวหนา ดวงตะวันคล้อยต่ำจนแตะขอบฟ้า แสงที่ส่องผ่านไอน้ำเกิดการหักเห เสมือนเป็นผลงานของจิตรกรเอก ท้องฟ้าไล่สีกันอย่างวิจิตรงดงาม โดยมีหมู่บ้านและต้นมะพร้าวเป็นฉากหน้า ส่วนเจ้าแมวกลับก้มหน้าจ้องมองหาดทรายด้วยสีหน้าท่าทางสงสัยและจริงจังยิ่ง
สิ่งที่ต่างจากที่จินตนาการไว้ก็คือ
หาดทรายแห่งนี้ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
ตอนที่ออกแรงลากเ