ี๋ยวก็เขี่ยปูที่แน่นิ่งไปให้กลับมาวิ่ง…
สำหรับแม่นางสามสีแล้ว สถานที่แห่งนี้ช่างแปลกใหม่และน่าสนใจเหลือเกิน ไม่นานนักนางก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความสนุกสนานเสียแล้ว
ดวงตะวันค่อยๆ ลับหายไปใต้เส้นขอบฟ้า เมฆบนท้องฟ้าถูกย้อมสีสะท้อนลงบนผืนน้ำทะเลจนกลายเป็นสีแดงเพลิง
เพราะมีแม่นางสามสีอยู่ด้วย เวลาจึงดูเหมือนจะเดินช้าลง
ซ่งโหยวเดินเข้าไปเก็บฟืนในป่า เขาไม่ได้เก็บฟืนด้วยตนเองมานานมากแล้ว จากนั้นก็ปูผ้าสักหลาดและผ้าขนแกะไว้ใต้ต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง จุดไฟเรียบร้อยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองผืนทรายที่บัดนี้หลงเหลือแต่เพียงรอยเท้ารูปดอกเหมย แต่ไม่เห็นวี่แววของเจ้าแมวแล้ว
ซ่งโหยวเบนสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหานางเจอ
ดูเหมือนแม่นางสามสีจะเล่นจนพอใจแล้ว
ยามนี้นางกำลังคลอเคลียกับเรือลำน้อย คล้ายต้องการทิ้งกลิ่นของตนเองไว้เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ
จนกระทั่งเห็นแสงไฟลุกขึ้นใต้ต้นมะพร้าว นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกระโดดลงจากเรือ วิ่งข้ามหาดทรายมาถามเขาด้วยความงุนงง “นักพรต ทำไมเจ้าถึงจุดไฟเองเล่า”
“แม้ข้าจะไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่าแม่นางสามสี แต่ข้าก็ยังจุดไฟเป็นอยู่นะ”
“แม่นางสามสีจุดไฟเป็นนะ!”
“แน่นอน”
“นี่เป็นหน้าที่ของแม่นางสามสีต่างหาก”
“ข้าเห็นแม่นางสามสีกำลังเล่นสนุก จึงไม่อยากเข้าไปรบกวนน่ะ” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ พลางยื่นมือไปลูบหัวเจ้าแมวข้างกาย “แม่นางสามสีเล่นสนุกหรือไม่”
“อย่างนั้นหรือ”
“มีปูเต็มไปหมด ก