ยังดีที่หมูพื้นเมืองกินหยวกกล้วยเป็นอาหาร แม้ตัวจะเล็กแต่มีรสชาติอร่อยนัก ซ้ำแล้วยังไม่มีกลิ่นสาบ ย่างไฟให้แห้ง โรยเกลือลงไปเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว!”
“ท่านช่างใส่ใจยิ่งนัก”
ซ่งโหยวหยิบตะเกียบขึ้นมาคับไก่ต้มน้ำมะพร้าวและเนื้อหมูย่างตามคำแนะนำ
เป็นจริงดังที่ผู้พิพากษาหลู่ว่าไว้ ไก่ต้มน้ำมะพร้าวนั้นมีรสชาติบางเบา แต่แฝงด้วยรสหวานละมุนลิ้นจากน้ำมะพร้าว เนื้อไก่ไม่คาวนับว่าทำได้ดีนัก ส่วนซี่โครงหมูนั้นก็ย่างจนเกรียมกำลังดี กลิ่นสาบที่อาจมีหลงเหลืออยู่บ้างถูกความร้อนแผดเผาจนมลายสิ้น สุดท้ายก็ถูกกลิ่นเกรียมกลบจนหมด เนื้อนุ่มและติดมันพอเหมาะ ข้างนอกกรอบข้างในฉ่ำ ยามเคี้ยวมีน้ำซึมออกมา รสชาติสดใหม่ กลิ่นก็หอมกรุ่น แค่โรยเกลือก็อร่อยขึ้นมากโข
ทว่าสิ่งที่เขาสนใจที่สุดกลับเป็นลิ้นจี่จานนั้น
ซ่งโหยวแกะชิมลูกหนึ่ง พบว่ารสชาติหวานล้ำยิ่งนัก
ยามนี้เองเขาจึงได้ปรายสายตาลงมองเจ้าแมว เห็นนางทำท่ากล้าๆ กลัวๆ เหมือนคิดจะลองชิมก็กระซิบเบาๆ “นี่คือปลาไต้อวี๋ เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง เจ้ากินเถิด”
“คุณชายมาจากอี้โจวแท้ๆ รู้เรื่องปลาทะเลกับเขาด้วยหรือ”
“แค่เคยได้ยินมาบ้าง ได้ยินมาว่าในทะเลมีกุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์และแปลกตานัก ครั้งนี้จึงตั้งใจมาเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย” ซ่งโหยวตอบกลับ
“ฮ่าๆ!”
ผู้พิพากษาหลู่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่า “สัตว์ทะเลพวกนี้อาจดูแปลกใหม่สำหรับชาวจงหยวน ตอนผู้แซ่หลู่มาถึงที่นี่ใหม่ๆ ก็เคยคิดว่า