าะนั้นมาไม่น้อยเลย”
“ฮ่าๆ! ท่านนี่คอเดียวกันกับข้าเลย!”
ขุนนางหนุ่มตบมือหัวเราะชอบใจ “คราแรกที่ข้าได้ยิน นอกจากจะรู้สึกประหลาดใจแล้ว ความคิดแรกคือไม่เชื่อและอยากพิสูจน์ความจริง จึงได้ออกสืบเสาะไปตามสถานที่ต่างๆ จนพบว่าหมู่บ้านริมทะเลในแคว้นล่างโจวหลายแห่งต่างมีตำนานคล้ายๆ กัน แม้จะเป็นที่ที่อยู่ห่างไกลกันหรือไม่เคยติดต่อกันเลยก็ตาม มีผู้มากมายที่เคยหลงเข้าไปในอาณาจักรคนแคระ บางคนถึงขั้นแต่งงานกับคนที่นั่นจนมีลูกหลาน ซ้ำแล้วยังพากลับมาด้วย ซึ่งพอเด็กเหล่านั้นออกมาจากอาณาจักรคนแคระก็มีขนาดตัวปกติเช่นกัน”
“แล้วท่านคิดว่ามีมูลความจริงสักกี่ส่วนกัน”
“ย่อมมีทั้งคนที่ฟังเขาเล่ามา หรือพวกที่พูดจาเรื่อยเปื่อย แต่ก็มีบางคนที่เล่าเสียไม่มีเค้าโครงเรื่องโกหกเลย” ขุนนางหนุ่มเว้นจังหวะ “อย่างน้อยรายละเอียดหลายอย่างในหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ห่างไกลกันหรือต่างอำเภอกันก็ยังมีเนื้อความที่สอดคล้องยืนยันกันได้”
“ฮ่าๆ ข้าหามีสำบัดสำนวนถึงเพียงนั้นไม่”
“แล้วท่านเคยออกทะเลไปตามหาอาณาจักรคนแคระนั้นหรือไม่”
“ต้องเคยอยู่แล้ว แต่จ้าวสมุทรนั้นอารมณ์ร้าย ไม่ชอบให้ใครไปรบกวน หากถูกกวนใจก็มักจะบันดาลคลื่นยักษ์จมเรือ ข้าจึงมิกล้าไปตอแย แต่อาณาจักรคนแคระนี้ไม่ค่อยมีข่าวคราวเรื่องความอันตราย ข้าย่อมลองไปเสาะแสวงหาดู” ขุนนางหนุ่มเอ่ยอย่างเสียดาย “ทว่าคงเป็นเพราะข้าไร้วาสนา รอนแรมอยู่กลางทะเลครึ่งเดือนก็ยังไม่เจอ”
“หา