นของจ้าวสมุทรตนนี้ก็มีให้ได้ยินหนาหู บ้างก็ว่ามีลำตัวยาวร้อยจั้ง บ้างก็ว่ายาวถึงพันจั้ง รูปลักษณ์ถอดแบบมาจากมังกรตามตำนาน ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก…”
เสียงประกายไฟดังแทรกมาเป็นระยะ
อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจุดกำบังลมชั้นดี แม้ค่ำคืนวันคิมหันต์บนถูเขาจะแฝงไปด้วยไอเย็นหนาวเหน็บ แต่เมื่อมีกองไฟสุมอยู่เช่นนี้ ต่อให้ขยับออกห่างไปบ้างก็ยังไม่รู้สึกหนาวมากนัก
พอเริ่มเล่าแล้วขุนนางหนุ่มก็ไม่อาจหยุดได้ เขาเริ่มรู้สึกว่านักพรตซ่งผู้นี้ช่างดูละม้ายคล้ายคลึงเซียนผู้สูงส่ง คุยแล้วก็รู้สึกถูกชะตายิ่งนัก ไม่ว่าจะสนทนาเรื่องใดสนใจไปเสียหมด ถึงขั้นลืมวันเวลาไปเลย
เขาเล่าตั้งแต่เรื่องมังกรแห่งดินแดนโพ้นทะเล ไปจนถึงอาณาจักรมากมายกลางสมุทร ลามไปถึงเหล่าปีศาจตามชายฝั่งและเทพเจ้าที่ชาวบ้านพื้นถิ่นนับถือ ซ่งโหยวมิได้ตอบโต้บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ขุนนางหนุ่มกลับรู้สึกราวกับได้พบสหายรู้ใจ อันที่จริงมิใช่ว่าซ่งโหยวแสร้งทำ แต่เป็นเพราะซ่งโหยวเข้าใจเขาได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเนื้อแท้แล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกัน
รัตติกาลล่วงเลยผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
บนกองไฟเบื้องหน้ามีหม้อดินใบเล็กและใหญ่สองใบตั้งอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ
ครู่หนึ่งก็มีคนมาตามขุนนางหนุ่มจากทางโน้น
“คุณชาย ข้าคงต้องขอตัวไปก่อนแล้ว”
“โจ๊กเพิ่งเคี่ยวเสร็จพอดี กำลังร้อนๆ เลย ท่านไม่กินสักชามหรือ” ซ่งโหยวถาม
“ฮ่าๆ…”
ขุนนางหนุ่ม