แหงนหน้าหัวเราะร่า เขาไม่ได้ปฏิเสธและก็ไม่ได้อยู่ต่อ แต่กล่าวว่า “ข้าขอไปรับหน้าทางโน้นก่อนสักครู่ ประเดี๋ยวจะถือชามของตนเองมาขอแบ่งโจ๊กไปจากท่าน… บนเขาสูงเช่นนี้ได้กินโจ๊กเพิ่งเคี่ยวเสร็จร้อนๆ นับเป็นบุญของข้าโดยแท้”
“เช่นนั้นก็ได้”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าไร้ผู้คนจึงกระซิบกับขุนนางหนุ่มว่า “ได้ฟังเรื่องราวพิสดารจากปากท่านมามากมาย ทุกเรื่องล้วนดูน่าเชื่อถือกว่าที่ฟังจากผู้อื่น ฟังแล้วนับว่าอิ่มเอมใจ เป็นประโยชน์ต่อพวกข้ามากเลยทีเดียว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องมีสิ่งตอบแทนกันบ้าง”
“คุณชายใยต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น”
“ท่านชอบเรื่องราวพิสดาร ทั้งยังชอบพิสูจน์จริงเท็จเพื่อคลายความสงสัย วันนี้หากท่านอยากเห็นเทพเซียนจุติขึ้นสู่สวรรค์กับตา หรืออยากรู้ว่าในบรรดาผู้ร่วมทางที่ขึ้นเขามาในวันนี้ มีผู้ใดบ้างที่เป็นเทพเซียนจำแลงกายมา คืนนี้ท่านต้องไม่นอนจนกว่าฟ้าจะสาง” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเสริมว่า “ยามที่เทพเซียนโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ปุถุชนเดินดินมักจะหลับใหลไปเสียก่อน แต่หากค่ำคืนนี้ท่านจิบน้ำค้างเหนือยอดหญ้า ก็จะตื่นตลอดทั้งคืน”
ขุนนางหนุ่มฟังจบ ดวงตาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “คุณชายท่าน… ท่านคือเทพเซียนจริงๆ หรือ”
คำถามนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ เพราะตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เมื่อใดต้องเผชิญหน้ากับนักพรตผู้นี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองเกิดข้อกังขาไปกี่ครั้งแ