ส่งไข่ต้มหนึ่งฟองให้เด็กหญิงตัวน้อย ส่วนตนนั้นหยิบหมั่นโถวออกมาสองลูก ดื่มน้ำสะอาดประทังความหิวพร้อมแบ่งปันอาหารกับเด็กน้อย ดูแล้วน่าเอร็ดอร่อยนัก ไม่ละม้ายคล้ายคลึงเทพเซียนที่เพิ่งสิ้นใจแล้วกำลังมุ่งหน้าไปรับตำแหน่งเอาเสียเลย
ขุนนางหนุ่มพกเนื้อแห้งและลูกท้อมาด้วย เขาแบ่งมันให้ซ่งโหยวเป็นสินน้ำใจ แน่นนอนว่าซ่งโหยวเองก็มิได้ปฏิเสธ
ดูแล้วก็ยิ่งไม่เหมือนเทพเซียนเข้าไปใหญ่
“สบายใจนัก”
นักพรตหนุ่มเอ่ยออกมาลอยๆ
“สบายใจจัง~”
เด็กหญิงตัวน้อยหลับตาพริ้ม นางพูดตามนักพรตด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู
แสงแดดยามบ่ายเริ่มแผดจ้า ทว่าสายลมบนเขาก็พัดมาเย็นฉ่ำชื่นใจ หลายคนเริ่มลังเลใจว่าจะเดินทางต่อดีหรือไม่ ขุนนางหนุ่มแอบชำเลืองมองนักพรตผู้นี้ เห็นเขาเดินหาต้นสนโบราณต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาหนาทึบพอจะบังแดดได้ ก่อนจะเป่าฝุ่นละอองและเศษกิ่งไม้บนพื้นออก จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนแล้วบอกกับเด็กน้อยว่าจะงีบหลับสักพัก
นักพรตผู้นี้… บทจะนอนก็นอนลงไปง่ายๆ เสียอย่างนั้น
เมื่อหลับสนิทไปแล้ว ก็ปล่อยให้ลมภูเขาพัดผ่านผิวหน้า ปล่อยให้ใบสนร่วงหล่นลงสู่กายดั่งผ้าห่ม ทั้งยังปล่อยให้นักพเนจรคนแล้วคนเล่าเดินผ่านร่างไป เจ้าม้าขนแดงคอยยืนเล็มหญ้าอยู่ข้างกาย แม้แต่แมลงและสัตว์น้อยตามป่าเขาก็ยังปีนป่ายไปตามร่างของมันหรือคนข้างกายอย่างไม่นึกเกรงกลัว
ขุนนางหนุ่มเห็นกับตาว่ามีกระรอกป่าวิ่งขึ้นไปบนตัวของนักพรต แต่เขากลับไม่มีทีท่าว