่าจะตื่นขึ้นเลย กระรอกที่ควรจะขี้ขลาดก็ไม่ได้ดูมีท่าทีกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ในวินาทีนั้น มนุษย์และธรรมชาติได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นภาพที่ขุนนางหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเอาชั่วขณะหนึ่งเผลอคิดไปว่านักพรตผู้นี้ได้ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของขุนเขาใหญ่เสียแล้ว กระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยหันมามอง กระรอกตัวนั้นถึงได้ตกใจวิ่งปรี่ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้
ลมภูเขาพัดผ่านไพรวัน โลกทั้งใบเงียบสงัดไร้สำเนียง
มีเพียงเสียงแผ่วเบาจากพงไพรแว่วมาเป็นระยะ แต่มิได้รบกวนความสงบนั้นเลย กลับกลายเป็นเครื่องประดับที่ขับเน้นความเงียบงันให้เด่นชัด และยิ่งส่งเสริมให้นักพรตผู้อิสรเสรีดูไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
แม้แต่สัมภาระเขาก็วางทิ้งไว้ริมทาง ราวกับไม่กลัวว่าจะถูกขโมย
ยามนี้ขุนนางหนุ่มเริ่มรู้สึกว่า เขาดูไม่เหมือนเทพเซียนที่กำลังจะไปรับตำแหน่ง แต่ดูเหมือนเทพเซียนเดินดินเสียมากกว่า
เนิ่นนานเข้าขุนนางหนุ่มก็คล้ายจะเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศ เขาจึงหาต้นสนสักต้นนั่งพิงหลัง กอดสัมภาระไว้ในอ้อมอก หนังตาก็พลันหนักอึ้ง ไม่ทันไรก็หลับไปเช่นกัน
งีบหลับไปเพียงชั่วครู่แท้ๆ แต่กลับไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
รู้สึกเพียงว่าเป็นการนอนหลับที่ช่างสบายไปทั้งกายและใจเหลือเกิน
ครั้นสัมผัสได้ถึงเงาร่างวูบวาบเบื้องหน้า ขุนนางหนุ่มพลันลืมตาขึ้น คราวนี้ถึงเห็นนักพรตแซ่ซ่งตื่นแล้ว และกำลังจัดสัมภาระขึ้นหลังม้า เตรียมตัว