่งจริงๆ และมีนักพเนจรมาเยือนไม่น้อยเลย
ซ่งโหยวเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สั่งข้าวเตียวหูมาหนึ่งชาม และถือโอกาสสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเขาจุนเจ่อซานจากเถ้าแก่
เถ้าแก่ทำธุรกิจที่นี่ย่อมคุ้นชินกับนักพเนจรเป็นธรรมดา จึงไม่รู้ว่าตนเคยตอบคำถามลักษณะนี้ไปแล้วกี่ครั้ง เมื่อซ่งโหยวถาม เขาจึงตอบออกมาทั้งหมด
“ท่านเห็นถนนดินเหลืองที่หน้าโรงเตี๊ยมของเราหรือไม่ พรุ่งนี้ท่านต้องออกเดินทางแต่เช้า เดินไปทางฝั่งซ้ายของถนนสายนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอคนเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นเขาห้าสิบอีแปะ เมื่อจ่ายเงินแล้วก็เดินขึ้นเขาไปตามทางแคบๆ ได้เลยขอรับ ม้าลาล่อล้วนขึ้นไปได้ทั้งสิ้น หากปีนเร็วหน่อย ช่วงบ่ายก็ขึ้นไปถึงยอดแล้ว หากปีนช้าก็จะไปถึงตอนค่ำ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทาง เพราะไม่ได้มีทางขึ้นเขาเพียงทางเดียว แต่จะว่าไปท่านนี่ก็มาถูกช่วงเวลานัก ขอให้ออกเดินทางแต่เช้าก็พอ เพราะระหว่างทางนั้นมีผู้คนสัญจรไปมาเยอะมาก”
“ค่าธรรมเนียมขึ้นเขาห้าสิบอีแปะ”
“ใช่แล้ว ก็เป็นถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี่นะ หากจุดธูปบนยอดเขาก็จะนำพาความโชคดีมาสู่ตน หากเก็บก้อนหินกลับไปก็ใช้เป็นเครื่องรางกำจัดเคราะห์ภัยได้ แค่ห้าสิบอีแปะไม่ขาดทุนหรอกขอรับ” เถ้าแก่กล่าว “อีกอย่าง ล้วนเป็นค่าธรรมเนียมที่ทางการเรียกเก็บขอรับ”
“แล้วเด็กเล็กต้องเสียเท่าไหร่หรือ”
“เด็กเล็กขนาดไหนขอรับ”
เจ้าของร้านมองสำรวจนักพรตด้วยความสงสัย มองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นเด็กเล็กสัก