คน มีเพียงแมวสามสีที่เงยหน้าขึ้นมาด้วยมองเขาด้วยดวงตากลมโต เขาจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงฉงน “คุณชายไม่ได้มาคนเดียวหรือขอรับ ไฉนจึงถามถึงเด็กเล็กเล่า”
“นางสูงประมาณนี้”
ซ่งโหยวยื่นมือออกไปกะระดับความสูง
“นั่นก็สูงกว่าครึ่งตัวผู้ใหญ่แล้วนะท่าน” เถ้าแก่ขมวดคิ้วพลางส่ายหน้าไปมา “เช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบหรอก หากเจอคนมีจิตใจดีหน่อยก็อาจจะไม่เก็บเงินเลย หากเจอคนที่ไม่มีมโนธรรมก็อาจจะเก็บครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าท่านยัดเงินสักสิบอีแปะไว้ที่เอวของเจ้าหน้าที่ บางทีก็อาจจะไม่มีใครเก็บเงินขอรับ”
“เช่นนั้นเองหรือ”
ซ่งโหยวพยักหน้า จากนั้นจึงถามอีกครั้งว่า “มีคนไปปีนเขาแห่งนี้เยอะจริงหรือ”
“ก็ภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี่นา ก็ต้องเยอะอยู่แล้ว ขุนนางเศรษฐีก็มากันไม่น้อยเลย”
“ขอบคุณท่านมาก”
“อย่าลืมตื่นเช้าๆ นะ…”
“ข้าจะจำไว้”
ซ่งโหยวหันไปมองภายนอก
เป็นช่วงตะวันลับขอบฟ้าพอดี ภูเขาที่อยู่ไกลออกไปกลายเป็นเงาดำมืด เมฆบนท้องฟ้าก็หนาทึบมาก แต่ก็ยังเว้นช่องเล็กๆ ไว้ให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านมา ย้อมสีเมฆและท้องฟ้ารอบภูเขาให้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง และดูเหมือนว่าใต้ก้อนเมฆนั้นจะมีรูปปั้นหินขนาดยักษ์กำลังยืนประสานมือ ร่างกายอ้วนท้วม สวมผ้าคลุมยาวถึงพื้น แต่ส่วนบนของรูปปั้นได้ทะลุเข้าไปในก้อนเมฆ ทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ เหลือให้เห็นเพียงครึ่งล่างเท่านั้น
นอกประตูมีขุนนางนั่งอยู่บนเสลี่ยงไม้ไผ่ ให้คนสองคนช่วยกันหามจากฝ