้กลับเติบโตได้ช้ามาก”
“ขาดเพียงสายลมวสันต์เท่านั้น”
ซ่งโหยวกล่าวจบก็เป่าลมหายใจหนึ่งครั้ง แปรเป็นสายลมยามวสันต์พัดผ่านผืนดิน
แนวเขาหลายสิบลี้พลันเขียวขจีของขึ้นอีกหลายส่วนในทันใด
“ไปกันเถิด”
นักพรตสาวเท้าออกไป ก่อนจะละสายตาแล้วมุ่งหน้าลงจากเขาไป
สถานที่แห่งนี้เป็นทิวทัศน์ที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปนับพันปี ผู้คนในยุคหลังเมื่อมาถึงที่แห่งนี้ จะเห็นทิวทัศน์เช่นไรกันแน่ หากสิ่งที่เห็นโดยรวมไม่แตกต่างจากที่ซ่งโหยวมองเห็นอยู่ในตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าผู้คนในยุคนั้นเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าทิวทัศน์นี้จะจินตนาการและหาคำตอบอย่างไร
นักพรตพร้อมด้วยม้าขนแดงค่อยๆ เดินลงตามทางลาดของเขา แทบจะเดินไปพร้อมกับเมฆาขาวหลังภูเขา แมวสามสีถูกหญ้าบดบังร่าง ส่วนนกนางแอ่นบินอยู่ด้านหน้าเมฆขาว
ดอกไม้ป่าดอกแล้วดอกเล่าต่างเบ่งบาน
แมวน้อยที่เดินผ่านดงหญ้าอดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูด นกนางแอ่นที่อยู่บนท้องฟ้าก็มองดูพื้นหญ้าที่ค่อยๆ กลายเป็นทะเลดอกไม้
ในทะเลดอกไม้นั้นมีวัดสองแห่ง ตั้งอยู่คนละมุมของภูเขา
แห่งหนึ่งคือศาลองค์เทพเย่ว์หวัง ภายในมีเพียงเทพเจ้าประทับอยู่เพียงองค์เดียว
มีบทกลอนคู่ติดอยู่ที่ประตูว่า
‘เจ้าแสวงหาชื่อเสียงลาภยศ เขาเสี่ยงทายความดีชั่ว น่าเสียดายที่ข้าไร้ซึ่งหัวใจและกายเนื้อ จะออกความคิดเห็นอันใดได้’
ในโถงมีกลิ่นควันธูป, มีระฆัง และภาชนะตั้งเรียง ช่างน่าขันที่ผู้คนต้องสิ