เป็นเพียงนักพรตผู้หนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิชมลมฝนบนเขา ก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้านั้นไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญตบะ จะบำเพ็ญอย่างไรก็ทำได้เพียงเท่านี้ ยังดีที่ข้าฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่ครั้นเยาว์วัย หากให้เรียนสิ่งที่ต้องใช้สมอง ข้าใช้เวลาไม่นานก็แตกฉาน แม้สิ่งที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อน ข้าก็มองทะลุถึงแก่นแท้ได้ในคราเดียว ใครเห็นก็นึกว่าข้าทำอะไรก็สำเร็จ แต่ตัวข้าเองกลับไม่รู้เลยว่าควรทำสิ่งใดกันแน่”
เบื้องหน้าปีศาจจิ้งจอกยังคงพ่นลำแสงใส่จระเข้ทั้งสามสู้
ใต้หล้ามืดสลับสว่างเป็นช่วงๆ คลื่นแรงสั่นสะเทือนถูกส่งต่อมาจนถึงจุดนี้ ทำให้ดวงวิญญาณของราชครูพลันสั่นไหวระริกไปด้วย
“ท่านกลับเลือกทำสิ่งที่ยากที่สุด”
“เพราะมันยากอย่างไรเล่า” ราชครูปล่อยให้สายลมพัดผ่านกายไป “อีกทั้งบรรพชนของข้าก็พยายามมาตลอด ท่านพ่อก็เช่นกัน ถึงขั้นยอมตายเพราะมัน ข้าจึงอยากรู้ว่าการหลอมมันขึ้นมานั้นยากเพียงใด ข้าพอจะทำสำเร็จด้วยสติปัญญาที่มีอยู่หรือไม่”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“แต่พูดไปก็ไร้ประโยชน์” เขาหันกลับมามองซ่งโหยว “ที่ข้ายังรอสหายบำเพ็ญอยู่ก็เพราะยังมีสามเรื่องที่อยากบอกกล่าว”
“ข้าก็มาเพื่อฟังท่านเช่นกัน” ซ่งโหยวตอบ
ราชครูไม่แสดงสีหน้าใดๆ รู้ดีแก่ใจก็ไม่จำเป็นต้องแย้มยิ้ม เพียงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “แม้ข้าจะแสวงหาหนทางสู่การเป็นอมตะ แต่ตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ข้าล้วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจสุจริต แม้จะเบียดเบียนดวงวิญญาณไปบ้าง แ