ายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซ่งโหยวเงยหน้ามองอีกครั้ง ลูกแก้วห้าสียังคงทอแสงอยู่บนท้องฟ้า สาดส่องลงมายังโลกอันมืดมัว ราวกับว่านี่เป็นวันโลกาวินาศ
ซ่งโหยวเคาะไม้เท้าไผ่กับพื้น ทันใดนั้นก็ลอยขึ้นตามลม มุ่งเข้าสู่กลางเมฆดำทันที
แสงสีทองอร่ามสาดกระจายมาจากขอบฟ้า ใจกลางหมู่เมฆดำค่อยๆ สลายไป ราวกับว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านระหว่างหยินและหยาง
แสงสว่างจากฟากฟ้าสาดส่องลงมาสู่ใต้หล้า
ซากภูเขารกร้างที่กระจัดกระจายออกไปนับสิบลี้คือภูเขาเยี่ยซานซึ่งบัดนี้ถูกอาบด้วยลำแสงสีทองอร่ามทะเลสาบแข็งตัวเป็นผืนดิน เกลียวคลื่นหยุดนิ่งไม่ไหวติงดูแล้วช่างเหมือนภาพวาดนัก ทั้งร่างของจระเข้ยักษ์ที่ยังติดอยู่, ซากจระเข้ชราที่อยู่ไกลออกไป และร่างจำแลงของจอมมารเผ่าแรดขาวที่นอนหงายอยู่กลางบึงน้ำล้วนถูกผนึกไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่ากลับยังคงมีลมหายใจรวยริน
สายลมพยุงซ่งโหยวมาถึงบริเวณที่ผืนน้ำแข็งตัวเป็นผืนดิน ร่างอันเล็กจ้อยค่อยๆ ย่างกรายเข้าไปในสถานที่อันเป็นดั่งสนามรบยุคบรรพกาล กว่าจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ายักษ์ได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลย
แค่ศีรษะของยักษ์ก็มีขนาดเท่ากับตำหนักในวังหลวง
นักพรตเดินค้ำไม้เท้าพลางเงยหน้ามองยักษ์
ยักษ์ก็กลอกตาจ้องมองเขา อ้าปากพะงาบๆ ไม่รู้ว่าคิดจะกล่าวสิ่งใดกันแน่
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว”
“เฮอะ…”
ลมหายใจของยักษ์รุนแรงดุจลมกรรโชก
“ข้าเคยได้ยินเรื่องราวที่เผ่าของท่านได้ประสบมา จอมมารวัวขาวได้นำพาความตกต่ำมาสู่เผ่า แม้พ