างจิงอาจเป็นครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว เกรงว่าจะไม่ได้เห็นภาพเช่นนั้นอีก
“ไปเถิด”
นักพรตเก็บกุญแจใส่ถุงแล้วก้าวเดินออกไป
อาจเพราะเหน็ดเหนื่อยมาจากงานโคมไฟเมื่อคืน ประกอบกับธรรมเนียมของฉางจิงที่ร้านรวงมักจะปิดทำการในวันถัดจากเทศกาลโคมไฟ ทำให้ทั่วทั้งเมืองฉางจิงแทบไม่มีร้านใดเปิด แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าข้างถนนก็มีเพียงหยิบมือ ถนนต้นหลิวทั้งสายสงบเงียบผิดจากปกติ มีเพียงเสียงกีบม้าดังก้องอยู่ในความเงียบ ค่อยๆ ย่างกรายไปอย่างผ่อนคลาย ท่ามกลางละอองน้ำค้างยามเช้า
ดีว่ายังมีคนมาส่งซ่งโหยว
และจำนวนมากกว่าครั้งก่อนที่ออกจากฉางจิงและเมื่อคราวออกจากอี้ตู
ขณะนั้นฉางจิงเริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นอายต้นฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศอุ่นสบาย แม้สวมเสื้อผ้าบางเบาเดินกลางแดดก็ไม่ร้อน ดอกท้อผลิบานพร่างพราวตลอดสองข้างทาง
เส้นทางนี้คือทางที่เขาใช้เดินทางเข้าฉางจิงเป็นครั้งแรก และเป็นเส้นทางที่เคยจูงม้าแดงขึ้นเขาถึงสองครา เมื่อพ้นประตูเมืองออกมา ก็เห็นว่ายังพอมีร้านน้ำชาตอนเช้าตามหมู่บ้านและตลาดตลอดสองข้างทาง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่พิถีพิถันเท่าในเมืองนัก เขาซื้อหมั่นโถวติดตัวไว้เป็นเสบียง แล้วซื้อขนมน้ำตาลให้แม่นางสามสีกิน
เมื่อเดินพ้นเขตชุมชนเมืองนอกมา ร้านค้าและโรงสุราก็ค่อยๆ หายไป ซ่งโหยวนั่งพักตรงก้อนหินใหญ่บนเนินเตี้ยริมทาง พลิกอ่านตำรา ‘อวี่ตี้จี้เซิ่ง’ ท่ามกลางแสงแดด
ถนนสายนี้ทอดลงทิศใต้ ส่วนมากเป็นถนนในแคว้นอั๋งโ