เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
พรึ่บ
หญิงสาวร่างอรชรผู้หนึ่งเดินก้มหน้าก้มตาออกมาอย่างเร่งร้อน ครั้นเงยหน้าขึ้น ทุกสายตาต่างพากันตะลึง
ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ริมฝีปากสั่นระริก สีหน้าฉายแววทุกข์ระทม
“นายหญิงป่วยหนัก บัดนี้สิ้นลมหายใจแล้วเจ้าค่ะ”
แขกทั้งหอเซียนกระเรียนพากันเงียบ นิ่งราวถูกสาป ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเริ่มมีเสียงแว่วมา
“หา นี่เจ้า…”
“เจ้ามัวเพ้อเจ้ออะไรกัน”
“นั่นซี จะเป็นไปได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ยังได้ยินแม่นางหว่านเจียงบรรเลงพิณอยู่เลย บทเพลงนั้นไพเราะดุจเทพเซียนลงมาบรรเลง จะด่วนจากไปเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“บ่าวเช่นเจ้าอย่าพูดจาส่งเดชเลย!”
“หรือว่าจะเข้าใจผิด”
“ข้าเพิ่งจะได้ยินกับหูตนเอง เสียงพิณใสกระจ่างเช่นนั้น นางหายดีแล้วแน่นอน ถึงนางจะป่วยหนักใกล้ตาย แต่เสียงพิณเมื่อครู่นั่น จะ ป…เป็นไปได้อย่างไร”
ทุกคนต่างเอ่ยถ้อยคำค้าน เอาแต่มองสาวใช้ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“เมื่อครู่…”
สาวใช้สะกดกลั้นก้อนสะอื้น ก่อนจะปริปากเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “เมื่อครู่นายหญิงขอเวลาเป็นอิสรภาพจากสรวงสวรรค์ไว้เพียงสามเค่อเจ้าค่ะ…”
“…”
ทุกคนพากันเงียบไปอีกครา
บัดนี้ทุกคนจึงเข้าใจ
แท้จริงแล้ว นักพรตที่ขึ้นไปเมื่อคร