งกันราวฟ้ากับเหว ทำให้ซ่งโหยวครุ่นคิดมานานว่า
เป็นเพราะคัมภีร์บันทึกไม่ครบถ้วน หรือเหล่าบรรพาจารย์ไม่รู้จริงกันแน่ หรือแท้จริงแล้วนางใช้วิชาอื่นในการทำให้หางเป็นร่างแยก
หรือนางจะทำไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
เช่นนั้นแล้ว
“เหตุใดท่านนักพรตจึงมองข้าเช่นนั้น” สตรีเบื้องหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ข้าเสียมารยาทแล้ว”
“ท่านนักพรตหาใช่ปุถุชนผู้ยึดถึงธรรมเนียม ส่วนตัวหว่านเจียงนั้นยิ่งมิใช่มนุษย์ หากนับเป็นสหายเก่า ก็ไม่จำเป็นต้องมากพิธีนัก” หว่านเจียงกล่าว
“แล้วเหตุใดแม่นางจึงยังยึดติดกับมารยาทของมนุษย์อยู่เล่า” ซ่งโหยวถาม
“แค่ก…” หว่านเจียงแย้มยิ้ม แม้มิได้ยกมือปิดปาก แต่ก็หลุบตาลงเล็กน้อย ทั้งที่ยังคงกิริยางามสง่าไว้ “หว่านเจียงใช้ใบหน้านี้เผชิญผู้คนมานานจนเป็นความเคยชิน จะให้เปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น เกรงว่าคงยากนัก”
“เช่นนั้นเอง”
ขณะเดียวกันสาวใช้ก็กลับขึ้นมาพร้อมถาดไม้ บนถาดมีกาน้ำชาดินม่วง[1] และถ้วยใบเล็กอีกหลายใบ
ด้านหลังยังมีบ่าวสองคนเดินตามมาพร้อมถาด
สาวใช้เข้ามาวางหม้อและถ้วยลงบนโต๊ะ ครั้นเปิดฝาหม้อออก กลิ่นน้ำข้าวหมักหอมอบอวลก็โชยขึ้นมา สาวใช้ค่อยๆ ตักเหล้าขุ่นขาวมีเม็ดข้าวลอยอยู่ประปรายใส่ถ้วย
ส่วนบ่าวอีกสองนางก็นำผลไม้มาจัดวางบนโต๊ะ
จานหนึ่งเป็นทับทิมแกะไว้อย่างประณีต อีกจานคือเป็นก้อนดินขนาดใหญ่สีเหลือง คิดว่าด้านในจะเป็นไก่ แต่เมื่อกะเทาะออกกลับกลายเป็นพวงองุ่นสุกฉ่ำ เสม