นั้นเอง ข้างนอกก็มีแขกมาเยือนพอดี
ซ่งโหยวเงยหน้ามอง ก่อนจะนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ผู้เดินนำหน้าเป็นบุรุษวัยราวหกสิบปี ใบหน้าคุ้นตายิ่งนัก เพียงแต่มีริ้วรอยแห่งความชรามากกว่าครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มมีผมหงอกขึ้นแซมแล้ว แต่ยังคงแต่งกายพิถีพิถันเช่นเดิม เกล้าผมเรียบร้อย ท่วงท่าสำรวมสมกับเป็นขุนนาง ทั้งยังแฝงความสง่างามตามแบบฉบับนักปราชญ์ เพียงไร้ปิ่นดอกไม้ประดับ ดูสุขุมขึ้น แต่ถึงกระนั้นความอ่อนช้อยก็ลดลงตามไปด้วย
ส่วนอีกคนที่ตามหลังมา ดูอายุยังน้อยกว่าอยู่มาก
คนแรกคือ ‘อวี๋เจียนไป๋’ เจ้าเมืองอี้โจว บัดนี้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีผู้ตรวจงานราชการ[1] ส่วนอีกคนคือผู้พิพากษาแห่งเมืองอี้ตู ซึ่งคราได้พบกับซ่งโหยวที่เหอโจว ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองที่ผู่จวิ้นแล้ว
“แขกผู้ทรงเกียรติเสียนี่…”
ทั้งสองฝ่ายสบตากันหน้าประตู คราวนี้นักพรตเป็นฝ่ายชิงเอ่ยขึ้นก่อน
คนทั้งสองเบื้องหน้าเหลียวมองกันเล็กน้อย สีหน้าแฝงอารมณ์หลากหลาย ก่อนจะประสานมือคารวะนักพรต
“ผู้แซ่หลิวขอคารวะคุณชาย”
“จากกันไปเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าท่านยังจำข้าได้หรือไม่”
“ข้าย่อมจำท่านอวี๋ได้” ซ่งโหยวพยักหน้าอย่างจริงใจ ค้อมกายคารวะตอบแล้วกล่าวต่อ
“ข้ายังคงใช้ผ้าขนสัตว์ผืนใหญ่ที่ท่านมอบให้เมื่อครั้งจากลามาจนถึงทุกวันนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาราวหกปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าร่อนเรพเนจรผ่านภูเขาแม่น้ำสักเท่าไร ต้องผ่านค่ำคืนอ้างว้างไปสักกี่หน ม