ได้ หากในระยะนี้ประสบเหตุทุกข์ยาก ที่ชาวยุทธ์หรือหมอผีพื้นบ้านรับมือไม่ได้ ย่อมมาหาพวกข้าได้ ข้ายินดีช่วยเต็มที่ แต่ก่อนอื่น ก็อยากให้ลองหาทางอื่นก่อนจะดีกว่า”
“เข้าใจ เข้าใจแล้ว”
ขุนนางพยักหน้ารับ
หากจำไม่ผิด สามปีก่อนตอนที่ท่านเซียนผู้นี้เคยพำนักในฉางจิง ก็เป็นเช่นนี้ เขามักไปรับงานปราบปีศาจ แต่เลือกจะเฉพาะเรื่องยากๆ
บัดนี้คิดดูแล้ว เหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เด็กน้อยเหนื่อยมากนั้น เห็นทีจะเป็นเพียงข้ออ้าง ความจริงคงเป็นเพราะตั้งใจช่วยเหลือผู้คน ทว่าก็ไม่อยากแย่งงานหมอผีพื้นบ้านหรือชาวยุทธ์ให้ต้องเสียผลประโยชน์ไปเสียหมด
นี่สินะ ‘ท่วงท่าดุจเซียน’
“จะว่าไป ตั้งแต่พวกข้ากลับมาจากนอกเมืองก็หลับยาวถึงตอนนี้ ยังไม่ได้กินแม้แต่อาหารเช้า กะว่าจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย พวกท่านหิวกันหรือไม่ จะไปกินด้วยกันไหม”
“ไม่กล้าๆ ไม่กล้ารบกวนท่าน”
“เช่นนั้นขอไม่รบกวนคุณชายแล้วดีกว่า”
เห็นเด็กหญิงตัวน้อยเผยสีหน้าขึ้นมาครั้งแรก แต่กลับเป็นสีหน้าขมวดคิ้วไม่พอใจ นางมองถ้วยชาตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยปากบ่น
“ขมปี๋…”
นางขยับปากคล้ายจะขับรสขมออกไป ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าแดงห่อแท่งเงินบนโต๊ะออกทีละชั้น แล้วเริ่มหยิบเงินขึ้นมานับอย่างจริงจัง
“เห็นหรือยัง ปากของคนกับปากของแมวมันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง คนดื่มชาย่อมไม่รู้สึกว่าขม กลับรู้สึกเหมือนดื่มน้ำเปล่า ส่วนคนดื่มเหล้าก็ว่าขม ขมปี๋แล้วยังฝาด ดื่มแล้วเวียนหัว