่อนและก้าวเข้ามาหาก่อน
“คุณชาย ในที่สุดท่านก็มาแล้ว…”
ซ่งโหยวสลัดความคิดนั้นออกจากหัว สงวนท่าทีสงบนิ่งดั่งเดิม ก่อนจะประสานมือขึ้นคารวะ
“กระหม่อมขอคารวะฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ตรัสน้ำเสียงฟังดูเหมือนผู้เฒ่าจริงใจ ไม่มีการกล่าววาจาฟาดฟันหรือถือพระเดชพระคุณ
“คุณชายไม่ต่างจากเมื่อสามปีก่อนเลย ซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย”
“แต่ฝ่าบาททรงเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย”
ซ่งโหยวเอ่ยเสียงเรียบ แต่ในแววตากลับแฝงด้วยความเวทนาเล็กน้อย
เหล่าองครักษ์และขันทีข้างพระที่ได้ยินต่างลอบมองซ่งโหยวอย่างตกตะลึง
คำพูดเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นเอ่ยคงถูกลงทัณฑ์ไปแล้ว
แต่ครั้งนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยห้าม เพราะเห็นชัดว่าฮ่องเต้ทรงมิได้ถือสา
พระองค์เพียงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยล้า
“ข้าแก่แล้วจริงๆ”
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ล้วนไม่มีผู้ใดเลี่ยงได้” ซ่งโหยวตอบเสียงเรียบนิ่ง
“เชิญคุณชายนั่งก่อนเถิด”
ฮ่องเต้ทรงเป็นฝ่ายเชื้อเชิญด้วยพระองค์เอง
ด้านล่างพระที่นั่งสูงสุด มีการจัดโต๊ะอาหารสามชุด ฝั่งซ้ายมีขุนนางไว้หนวดเครายาว นั่นคืออัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยี่ยน ฝั่งขวาจัดสองโต๊ะติดกัน ตามตำแหน่งคือของซ่งโหยวกับแม่นางสามสี แต่ซ่งโหยวกลับให้แมวน้อยนั่งข้างเขา เจ้าแมวย่อมเชื่อฟังดี นั่งหมอบเรียบร้อยอยู่ข้างเท้าซ่งโหยว แหงนมองฮ่องเต้ไม่คลาดสายตา
“แมวของคุณชายก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
สุรเสียงของฮ่องเต้แว่วมา