ใช้เวลาจับนานก็เท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
“เหตุใดยังไม่ออกเดินอีกทางเล่า”
“รอหิมะละลายเสียก่อน อีกไม่กี่วันก็คงได้ไป”
“อีกไม่กี่วันแล้วหรือนี่…”
“ช่วงนี้ไม่เห็นเจ้าที่โรงน้ำชาเลย”
“เพราะข้ามีงานต้องทำน่ะ จึงไม่ค่อยได้ไป แต่ถ้าตอนไหนมีเวลาว่าง หรือฝนตกหนัก ก็แวะไปบ้าง” เด็กชายเอ่ย พลางอดถามต่อไม่ได้ว่า “แล้วช่วงนี้ที่โรงน้ำชาเล่าเรื่องอะไรบ้าง”
“ก็คงไม่พ้นแม่ทัพเฉินจากแดนเหนือ ซูอี้ฝานแห่งกวงโจว หรือไม่ก็เหล่ายอดฝีมือเลื่องชื่อทั้งหลาย” ซ่งโหยวว่า เด็กชายดูจะสนใจอยู่บ้าง
“ซูอี้ฝาน…”
เด็กหนุ่มพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบา แต่แววตากลับฉายประกายวูบหนึ่ง
ซ่งโหยวยังพูดคุยอยู่กับเขา จึงสังเกตเห็นสีหน้าได้ชัดเจน พลันสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จึงอดใจขมวดคิ้วลงด้วยความฉงนไม่ได้
แววตานั้นหาใช่ความเลื่อมใสไม่
“ทำไมเล่า”
“ไม่มีอะไร” เด็กหนุ่มรีบเรียกสติคืนมา ปั้นสีหน้าดังเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ได้ยินว่าเมื่อปีที่แล้วซูอี้ฝานฝึกยุทธ์จนบรรลุ บัดนี้ได้กลายเป็นยอดปรมาจารย์ยุทธภพแล้ว”
“บรรลุแล้วหรือ”
“ข้าได้ยินมาจากคนในยุทธภพน่ะ มีคนเคยพบเขาที่กวงโจว เพียงดีดนิ้วปราณกระบี่ก็พุ่งออกมา ทอดประกายขาวราวน้ำค้างแข็ง ถึงขั้นใช้กิ่งไม้ใบหญ้าแทนกระบี่ ตัดทองฟันเหล็กได้ เมื่อชักกระบี่ก็บังเกิดเสียงดังกระหึ่มดุจฟ้าร้อง ฟาดฟันดุจอัสนีสวรรค์ ไร้ผู้ใดต้านทาน แม้เขานั่งอยู่นิ่งๆ หอกกระบี่ล้วนไม่อาจฟันแทง ถึงแผ