งตะเกียงเลือนรางตามถนน บ้างเป็นของร้านค้า บ้างเป็นของผู้คนที่ถือโคมเดินไปมา นอกเหนือจากนั้นกลับมีเงาคนสลับซับซ้อนย่างกรายอยู่ในความมืด ทว่าหาได้มีโคมไฟเรียงรายหน้าบ้านทุกหลังอย่างที่ฉางจิงหรืออี้ตู
ใช่ว่าที่นี่ไม่คึกคัก เพียงแต่ความครึกครื้นเป็นไปในอีกแบบหนึ่ง ต้องมองจากเงาคนและฟังจากเสียงอึกทึกจึงจะรู้สึกได้
อยู่มาเพียงไม่กี่วัน ซ่งโหยวก็กลับรู้สึกชอบบรรยากาศของที่นี่เข้าแล้ว
ลมหนาวพัดเข้ามาในห้อง เขารีบปิดหน้าต่างแล้วหันกลับเข้าข้างใน
ภายในห้องก็มีแสงไฟสว่างไสว ตะเกียงแขวนอยู่ที่ประตูและหัวเตียง ล้วนเป็นฝีมือของแม่นางสามสีทั้งสิ้น บนโต๊ะยังมีตะเกียงน้ำมันวางอยู่หนึ่งดวง ซึ่งไฟนั่นลุกโชนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมัน พร้อมด้วยสำรับอาหารครึ่งโต๊ะ
มีทั้งเนื้อตุ๋นที่ซ่งโหยวหั่นเป็นชิ้นพอคำใส่ถ้วยชามหยาบๆ แม้ไม่ประณีตนัก แต่กลับมีสีสันและกลิ่นหอมชวนให้ลิ้มลอง เถ้าแก่ก็ส่งอาหารฝีมือตนมาให้ ทั้งเนื้อต้มแข็งๆ วุ้นหนังหมู ปลาทอดกรอบ และลูกชิ้นเต้าหู้รสชาติธรรมดา ทว่ากลับไม่ตระหนี่เลย ล้วนทำมาพูนจาน
ยังมีถ้วยเล็กๆ ใส่เนื้อหมูดิบหั่นเส้น และปลาน้อยสดหนึ่งตัว
ที่โต๊ะนั้นมีร่างเล็กสองร่างนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยนั่งหลังตรง มองมาทางเขา อีกฝ่ายคือเด็กหนุ่มรูปงาม ทว่ากลับเอาแต่ทำสีหน้าเก้ๆ กังๆ
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มแล้วนั่งลง
“กินเถิด”
“อื้อ!”
แม่นางสามสีไม่รอช้า เดิมทีก็ถวิลหารสชาติของเนื้อต