ุ๋นสูตรซ่งโหยวมานานแล้ว นางไม่ยอมเสียเวลาใช้ตะเกียบคีบ แต่กลับเอื้อมมือไปคว้าซี่โครงชิ้นหนึ่งขึ้นมา สูดดมเสียก่อนแล้วจึงกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
ซ่งโหยวหัวเราะ
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง แม่นางสามสี”
เมื่อแทะหมดเกลี้ยงถึงกลืนเนื้อลงไปพร้อมน้ำแกง แล้วจึงเคี้ยวกระดูกจนแตกละเอียด กลืนทั้งไขกระดูกทั้งเศษกระดูกลงไปทั้งหมด
ภาพนั้นทำเอาเด็กหนุ่มข้างกายตกตะลึงไม่น้อยเลย
เมื่อนางกินเสร็จแล้วก็หันหน้ากลับมาสบตากับซ่งโหยว ดวงตาเปล่งประกายใต้แสงตะเกียง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังนิ่งเงียบ ราวกับกำลังครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปากถาม
“ทำไมเจ้าไม่ทิ้งน้ำแกงที่ใช้ต้มไปด้วยเล่า”
“เก็บไว้ต้มต่อคราวหน้า”
“ต้มต่อคราวหน้า!”
“ใช่แล้ว”
“มันยังต้มได้อีกหรือ”
“แน่นอน”
ซ่งโหยวตอบพลางขมวดคิ้วแน่น
รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
เป็นไปตามที่คาดไว้ นัยน์ตาของเด็กหญิงแฝงแววครุ่นคิด หากมองใกล้ๆ จะเห็นนางผงกศีรษะลงเบาๆ คล้ายกำลังวางแผน ก่อนจะมองไปที่เตาไฟเล็กข้างห้องสลับกับหม้อใบเล็กในถุงใส่ผ้า
“…”
ซ่งโหยวอดถอนใจไม่ได้ จึงคีบเนื้อใส่ถ้วยให้นาง “แม่นางสามสี กินอีกสักหน่อยเถิด…”
เด็กหญิงก้มลงมองถ้วยตนเอง นางหยิบเนื้อขึ้นมา แต่กลับทำหน้าขึงขังใส่เขาเสียอย่างนั้น
“เจ้าก็ต้องกินด้วย!”
ชัดเจนว่าอยากเหลือกระเพราะไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับมื้อดึก
“เฮ้อ…”
เมื่อกินเสร็จแล้ว ทั้งสามก็ถือโคมออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศปีใหม่ในอำเภอเล็ก