ล้ว จึงมีผู้คนพอคึกคัก ยิ่งยามเช้า จะเห็นพ่อค้าแม่ขายตั้งแผงตามทาง
มีทั้งคนขายฟืน ถ่าน น้ำดื่ม ไข่ไก่ รวมถึงกระบุงกระจาดไม้ไผ่ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือยังมีคนรับห่อไข่เยี่ยวม้าให้เสร็จสรรพด้วย
เมื่อเปรียบกับเย่ว์โจวอันว่างเปล่า หรือแม้แต่อำเภอเล็กๆ ในเหยียนโจวหรือเหอโจว เมืองมั่วจู๋ก็ยังดูคึกคักมีชีวิตชีวากว่ามาก เพียงแต่ถ้าเทียบกับเมืองทางใต้แล้วก็ยังถือว่าขัดสนไม่น้อย
พื้นถนนปูด้วยศิลา ยามม้าย่ำก้าวพลันเกิดเสียงดังเป็นจังหวะ
บางช่วงมีบันไดหิน ม้าก็ต้องก้าวขาขึ้นอย่างระมัดระวัง
ซ่งโหยวเดินถามทางอยู่ครู่ใหญ่ จึงหาที่พักกลางอำเภอแห่งหนึ่งได้
ด้วยความที่แผ่นดินต้าเยี่ยนมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู อีกทั้งเมืองมั่วจู๋ยังมีไผ่หมึกซึ่งใช้ทำพู่กัน เป็นที่ชื่นชอบของนักปราชญ์นักเขียน ทำให้แม้จะเป็นเมืองชายแดน แต่โรงเตี๊ยมและโรงพักม้าก็ยังพอทำมาค้าขายได้
เขาผูกม้าไว้หน้าประตู ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ธรณีประตูเตี้ยและถอดออกได้
เข้ามาก็เป็นลานกว้าง ไว้ให้พ่อค้าเดินทางหยุดม้าเกวียน ไม่ใช่โถงใหญ่แบบเมืองหลวง ต้องเดินผ่านลานไปจึงได้พบเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
โรงเตี๊ยมในยุคนี้ โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ ส่วนใหญ่ห้องพักล้วนถูกผู้เช่าระยะยาวจับจองไว้ เช่น บัณฑิตหรือข้าราชการที่มาอาศัยชั่วคราว ส่วนคนเดินทางผ่านมา เช่น พ่อค้าหรือนักพเนจร ก็มักจะเลือกพักในโรงพักม้าหรือกระท่อมมากกว่า เพราะสะดวกและถูกกว่า ทั้งยังไม่ตรวจสอบเข้มง