าทได้เข้าปกครองมณฑลชางหนานอย่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงแบบที่ไม่มีใครเปรียบเทียบได้”
“ขอรับ”
…
หลินมู่อวี่ลุกขึ้นและเดินไปตำหนักเจ๋อปอง ซึ่งอยู่ด้านหลังตำหนักเจ๋อเทียน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิเรียกพบนายพลและผู้บัญชาการเป็นการส่วนพระองค์ การที่เรียกหลินมู่อวี่ไปที่ตำหนักเจ๋อปิงนั้นมีความหมายลึกๆ ในตัวมันเองอย่างชัดเจน
‘ก๊อก ก๊อก…’
หลินมู่อวี่เคาะประตูห้องอย่างแผ่วเบาและกล่าวด้วยความเคารพ “ฝ่าบาท กระหม่อมหลินมู่อวี่พ่ะย่ะค่ะ”
“อาอวี่ เข้ามาสิ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลินมู่อวี่พลักประตูเข้าไปก่อนจะพบฉินจิ้นถือกระบี่ขึ้นสนิมเล่มหนึ่งด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ก่อนจะหันกลับมาพร้อมน้ำค้างแข็งที่เกาะบนใบหน้า
“ฝ่าบาทประสงค์ที่จะรับสั่งสิ่งใดแก่กระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ?” หลินมู่อวี่เอ่ยถาม
“เรียกข้าว่าเสด็จพ่อได้หรือไม่?” ฉินจิ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับเสด็จพ่อ”
“ดี” ฉินจิ้นก้าวไปด้านหน้าแล้วกล่าวว่า “ตามมาสิ ข้าจะพาเจ้าเดินดูรอบบริเวณ”
“โอ้? ขอรับ…”
ทั้งสองเดินผ่านเข้าไปในตำหนักเจ๋อเทียนจนถึงห้องใต้หลังคาขนาดเล็กซึ่งมีทหารอวี้หลินสี่นายเฝ้าอยู่หน้าประตู บนแผ่นโลหะหน้าตาประหลาดมีตัวอักษรสามตัวเขียนว่า ‘หอหลิงหยุน’ ด้วยลายมือที่สวยงามราวกับมังกรและหงส์ไฟ
“หอหลิงหยุน?” หลินมู่อวี่กล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ถูกต้อง”
ฉินจิ้นผลักประตูเข้าไป ทันใดนั้นก็มีลมพัดประทะใบหน้า เมื่อหลินมู่อวี่ก