่อยผ่านเสียเถิด”
ฉินอินชะงักเมื่อได้ฟังดังนั้น นางขยับร่างเล็กน้อยแล้วมองหลินมู่อวี่ด้วยสายตารู้สึกผิดราวเด็กไร้เดียงสา “ท่านพี่โปรดอภัยให้เสด็จพ่อเถิดเจ้าค่ะ ท่านคือจักรพรรดิจำเป็นต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้นำ ข้าเชื่อว่าเสด็จพ่อไม่ได้เมินเฉยต่อชีวิตท่านพี่แน่นอน…”
“อืม…ข้าเข้าใจ”
หลินมู่อวี่ยิ้ม “ข้ารู้กฎของโลกนี้ดี…และข้าก็กำลังเรียนรู้มัน ถึงกระนั้นเสี่ยวอิน…หากเจ้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ในวันข้างหน้า เจ้าเพิกเฉยต่อชีวิตผู้อื่นและออกคำสั่งเช่นนี้หรือไม่?”
ฉินอินส่ายหัวอย่างรุนแรง “ไม่เจ้าค่ะ ข้าให้คำมั่นว่าข้าจะไม่ทำเช่นนั้น!”
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดี”
หลินมู่อวี่หลับตาลงพลางเอ่ย “ต่อจากนี้…ระหว่างทางทางที่ทอดไปสู่บัลลังก์ ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับเจ้า ก็คือศัตรูของหลินมู่อวี่ผู้นี้ด้วยเช่นกัน ข้าขอให้คำมั่น…ว่าข้าจะช่วยเหลือด้วยทุกอย่างที่ข้ามี ข้ารู้ว่าเวลาของเจ้าต้องมาถึงในสักวัน”
“ต่อเมื่อข้าได้ครองบัลลังก์แล้ว…ท่านจะยังอยู่เคียงข้างข้าหรือไม่?” ฉินอินถามเสียงอ่อย
“ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเมื่อวันนั้นมาถึง” หลินมู่อวี่พยักหน้า
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ…” ฉินอินคว้ามือหลินมืออวี่มาประกอบแก้มนวลของตนพลางหลับตาเอ่ย “ข้าเฝ้าภาวนาให้เราได้อยู่กันอย่างนี้ตลอดไป…ไม่อยากให้อำนาจใดมาพรากความสัมพันธ์เราให้แยกจาก”
“ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”
“เจ้าค่ะ…”
ไม่นานนักฉินอินก็เข้าสู่ห้วงแห่งความฝันทั้งที่ย