ูดต่อว่า “เมื่อคืน ข้าให้น้องเจวี๋ยไปดูสถานการณ์ที่ตระกูลไป๋เซี่ยง แล้วก็ถือโอกาสดูว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง แต่ไม่คิดว่าน้องเจวี๋ยจะถูกคำพูดที่เย็นชาของไป๋เซี่ยงกงไล่ออกมา บ้าที่สุดเลย!”
“ไม่รู้จักดีชั่ว ถึงอย่างไรก็เป็นน้ำใจของฝ่าบาท” หรงจิ่งพูดเสริม
“ก็จริง! พวกเขาเป็นพวกคนที่ไม่รู้จักดีชั่ว! มักเอาชื่อเรียกที่เป็นตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งในเมืองเป่ยโหรวมาพูดอยู่ได้ทั้งวัน ครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าทำผิดต่อผู้ใด นึกไม่ถึงว่าจะถูกวางเพลิง คิดๆ ดูแล้วก็สะใจจริงๆ” เป่ยเหมินเวยหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
ในเสียงหัวเราะ มีความดีใจที่เห็นผู้อื่นประสบเคราะห์
หรงจิ่งมองเขา พูดอย่างช้าๆ ว่า “ผู้ใดเป็นคนวางเพลิง ตระกูลไป๋เซี่ยงจะเป็นผู้ตรวจสอบ ฝ่าบาทลองคิดดู ไป๋เซี่ยงถิงคนนี้เข้าหาลู่เสวียนทันที มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่”
เป่ยเหมินเวยค่อยๆ หุบยิ้ม แววตามืดมัวลง
“ตระกูลขุนนางใหญ่ๆ แต่ละตระกูลในเป่ยโหรว ใครไม่รู้บ้างว่าลู่เสวียนเป็นลูกเขยของฝ่าบาทเวลาแบบนี้ หญิงสาวผู้สูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางควรที่จะหลีกเลี่ยงถึงจะถูก แต่ไป๋เซี่ยงถิงคนนี้ทำไมถึงทำตรงกันข้าม ไปพบลู่เสวียนเป็นการส่วนตัว แล้วทั้งสองก็ดูเหมือนคุยกันถูกคอ อยู่ด้วยกันสองชั่วยามเต็มๆ ตอนท้ายลู่เสวียนยังไปส่งนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หรือว่าตระกูลไป๋เซี่ยงคิดจะเอาหยวนหวังแห่งราชวงศ์ จยาเซียนคนนี้เป็นลูกเขย”
ด้วยคำพูดของหรงจิ่ง สีหน้าของเป่ยเ