ึ้นมาราวกับจะชอบชื่อนี้
“เอาล่ะ ข้าจะเรียกเจ้าว่าเมิ่งน้อยแล้วกัน เมิ่งน้อย แม่จะป้อนของกินอร่อยๆให้เจ้าน้า….”
หลังจากพูดจบ หยานเสวี่ยก็ได้นำเศษแก่นวิญญาณออกมาจากแหวนของเธอแล้วค่อยๆบี้มันให้เป็นชิ้นน้อยๆแล้วป้อนมันเหมือนที่เฉินเฉียงทำ
“เอื้อกกก”
เฉินเฉียงและเจิ้งยี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากไปพร้อมๆกัน
หยานเสวี่ยที่ได้ยินก็มองทั้งสองอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ก่อนที่จะเดินต่อไปข้างหน้าพลางหยอกเย้าเมิ่งน้อยไปด้วย
เป็นตอนนี้ที่เฉินเฉียงมีท่าทีที่เปลี่ยนไป
“ไม่ดีแล้ว กองกำลังตกอยู่ในอันตราย”
“เกิดอะไรขึ้น” ด้วยการที่เจิ้งยี่มีพลังจิตไม่ได้แกร่งเทียบเท่ากับเฉินเฉียงจึงได้ถามออกมา
“ข้าก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่ในตอนนี้มีกองกำลังที่มีจำนวนเจ็ดสิบไม่ก็แปดสิบเข้าใกล้จางหยวน ข้าไม่รู้ว่าพวกมันเป็นฝ่ายไหน ข้าต้องการไปดูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วไปได้”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้สยายปีกแล้วบินขึ้นฟ้าไป
“เจ้าห้ามไปนะ”
หยานเสวี่ยที่อุ้มเมิ่งน้อยอยู่ได้ห้ามเฉินเฉียงเอาไว้
“เจ้าออกจากกองกำลังของเจ้ามาแล้ว พวกเขาจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าอีกต่อไป”
“แล้วถ้าศัตรูของกองกำลังเทียนเว่ยจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์จริงล่ะก็ เจ้าคิดจะช่วยมนุษย์ต่อสู้กับมนุษย์กลายพันธ์ุงั้นรึ”
“นี่จะคิดจะกล้าเปิดศึกกับมนุษย์กลายพันธุ์จริงๆสินะ”
ด้วยการที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เฉินเฉียงไม่อยากต่อปากต่อคำกับหยานเสวี่ย
“เจิ้งยี่ หยุดองครักษ์หยานเ