อกว่าให้พวกเรายืนดีเฉยๆแล้วปล่อยให้คนอื่นฆ่าเฉินเฉียงตายรึไงกัน”
“ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกเรานั้นไม่รู้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ลงมือถึงขั้นฆ่าพวกมันทิ้งหรอก”
“โอ้ งั้นเจ้าจะหมายความว่า หากเจ้าพูดอย่างนี้ก็หมายความว่าหากเจ้ารู้ว่าพวกนี้คือนักรบของเผ่าพันธุ์เจ้า เจ้าก็จะยินดียืนดูพวกมันฆ่าเฉินเฉียงงั้นสินะ”
“เจ้า…..เจ้า…..ความคิดของเจ้าช่างโหดร้ายนัก”
“โห่ โหดร้ายเหรอ ฮี่ฮี่ฮี่ เจ้าพูดตลกอะไรกัน หากไม่ใช่เห็นแก่หน้าเฉินเฉียงล่ะก็ พวกเจ้าทั้งหมดน่ะตกตายในดาบของข้าไปตั้งนานแล้ว”
“แล้วพวกเจ้าไม่คิดบ้างรึไงว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงอยากฆ่าเฉินเฉียงนัก”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลู่ฟางและพวกต่างก็มีท่าทีนิ่งอึ้งไปเหมือนกัน
“เฉินเฉียง เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงได้ไปขัดแย้งกับพวกเดียวกัน นี่คือโอกาสอันดีที่เจ้าจะอธิบายแล้วไม่ใช่รึไง”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เฉินเฉียงได้เอามือของตัวเองจับมือของหยานเสวี่ยที่เกาะบนไหล่ออกไป แล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง “องครักษ์หยานไม่ต้องกังวล ข้าไม่หนีไปไหนหรอก”
หยานเสวี่ยสบถออกมาเล็กน้อย “ฮึ ได้ เข้าเชื่อว่าเจ้าไม่กล้าหนีไปไหน”
เฉินเฉียงได้เดินไปศพของนักรบศพหนึ่งที่ตกตายไปแล้ว ก่อนที่จะยืนมือขวาไปแตะเพื่อดูดซับพลังงานจากศพเหล่านี้
ด้วยการที่การเคลื่อนไหวของเขานั้นไม่ได้ดูผิดแผลก จึงไม่มีใครสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับศพเหล่านี้
ในขณะที่เขาเดินไปมาอย่า