ยยิ้มเลือนหายไปเล็กน้อย และเอ่ยว่า “นางเป็นสาวใช้ประจำตัวท่านแม่ ก่อนตายท่านแม่ให้ท่านพ่อยกนางเป็นอนุภรรยา และมอบข้าให้นาง หากนางยังมีชีวิตอยู่ ท่านพ่อก็อาจจะไม่แต่งงานอีกก็ได้ และในบ้านก็คงจะไม่มีเรื่องมากขนาดนี้เช่นกัน”
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ารู้สึกว่าตงจื้อน่าสนใจมากทีเดียว”
“อาจจะเป็นเพราะอายุห่างกันมากเกินไป” หลี่เชียนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ทุกครั้งที่เจอนาง หากไม่ใช่ว่าแม่นมของนางติดตามอยู่ข้างกาย ข้าก็จำนางไม่ได้ด้วยซ้ำ”
เจียงเซี่ยนได้ยินแล้วก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าได้ยินไทฮองไทเฮาตรัสว่า ตอนที่นางเพิ่งเข้าวัง ในวังมีองค์หญิงกับองค์หญิงจั่ง[1]สิบกว่าคน แล้วก็เป็นเด็กทั้งนั้น ไม่เจอพักเดียวก็โตจนหน้าตาเปลี่ยนไปแล้ว นางใช้เวลานานมากกว่าจะจำได้ว่าใครเป็นใคร…”
ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันราวกับมีเรื่องที่คุยได้ไม่จบ หัวข้อหนึ่งจบแล้ว ก็มักจะดึงอีกหัวข้อหนึ่งออกมาได้เสมอ โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย ทั้งสองคนจึงคุยกันแบบนี้ตลอดทางที่ไปคฤหาสน์ที่เจียงลวี่พักชั่วคราว
เจียงลวี่กำลังเตรียมตัวออกเดินทาง พอเห็นหลี่เชียนประคองเจียงเซี่ยนลงจากรถม้า ก็เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “หากพวกเจ้าไม่มาอีก ข้าก็จะไปแล้ว!”
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “นี่มันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่หรือ?”
เจียงลวี่มองนางอย่างเกียจคร้านครั้งหนึ่ง เหมือนคิดว่าไม่คุ้มที่จะทะเลาะกับนาง และเอ่ยกับเจียงหานว่า “พวกเราไปเถอะ!”
เจียงหานยิ้มและขานรับ