ยนว่า “เจ้ากินอาหารเช้าแล้วหรือ? ข้าจะกินอาหารเช้าแล้ว! มีอะไรเดี๋ยวพวกเราค่อยว่ากันเถอะ?”
หลี่เชียนตอบว่า “ได้” ทว่าสายตากลับเผยความอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้งออกมาโดยไม่รู้ตัว
เจียงเซี่ยนรู้สึกเพียงหน้าร้อนผะผ่าว
ตอนเที่ยง พวกเขาถึงวัดป่าโอสถแล้ว
เจ้าอาวาสของวัดป่าโอสถห่มจีวร และพาเหล่าพระกับเณรมาต้อนรับหน้าประตูใหญ่ของวัด ข้างๆ ยังมีเกี้ยวด้วย
เจียงเซี่ยนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
หลังจากหลี่เชียนทักทายพระกับเณรเหล่านั้น ก็ให้นางขึ้นเกี้ยวอย่างที่คิดจริงๆ
เจียงเซี่ยนคิดว่าเหล่าพระอาวุโสกำลังปีนเขา นางนั่งเกี้ยวตามไป เหมือนไม่ค่อยเคารพพระโพธิสัตว์ จึงไม่ค่อยอยากนั่งเกี้ยว
แต่ใครจะรู้ว่าหลี่เชียนกลับเอ่ยกับนางเสียงเบาว่า “วันนั้นเจ้าเดินจากเรือนด้านในของหมู่บ้านมาถึงประตูข้างก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว นับประสาอะไรกับบันไดหลายพันขั้นของวัดป่าโอสถเล่า? หากเจ้าเดินไปได้ครึ่งทางและเดินไม่ไหวแล้ว…” เขาเอ่ยถึงตรงนี้ นัยน์ตาสองข้างก็ทอประกาย และเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า “แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถึงเวลานั้นข้าก็แบกเจ้าขึ้นเขาลงเขาแล้วกัน”
เจียงเซี่ยนไล่เขาออกไป พอคิดถึงสภาพที่ตนเองหอบและปีนไม่ไหวแล้ว ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ และให้หลิวตงเยว่ประคองนางขึ้นเกี้ยว
หลี่เชียนปีนขึ้นไปบนภูเขาโดยรายล้อมไปด้วยพระหลายรูปอย่างแน่นหนา
เจียงเซี่ยนเลิกม่านเกี้ยวขึ้นมองออกไปข้างนอก หากไม่ใช่ภูเขาที่เต็มไปด้วยพ