งหลวงทุกสามปี
ไทฮองไทเฮาถือสาส์นของจ้าวเซี่ยวอยู่ แลดูลังเลเล็กน้อย
เจียงเซี่ยนไม่กล้าพูดต่อไป กลัวว่าจะเผยความจริงออกมา จึงรีบยิ้มและเปลี่ยนเรื่องว่า “ท่านป้า สองสามวันนี้ท่านลุงอยู่บ้านหรือไม่? วันที่สองเดือนสองเมื่อปีที่แล้วเขายังบอกว่าต้องจัดงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิในช่วงนี้ทุกปีนี่! ปีนี้อากาศในฤดูใบไม้ผลิกลับหนาวขึ้นมาอีก อากาศจึงหนาวเกินไปแล้ว ท่านลุงใหญ่ยังจะจัดงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิหรือไม่?”
ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงยิ้มและเอ่ยว่า “ลุงของเจ้าก็พูดไปเท่านั้น เขาว่างเมื่อไรก็จัดงานเลี้ยงในเวลาเดิมทุกปี”
“งั้นปีนี้พวกเราไปจุดธูปเซ่นไหว้ที่วัดหงหลัวกันเถอะ?” เจียงเซี่ยนเสนอ “ข้ารู้สึกว่าอาหารเจที่วัดหงหลัวอร่อยกว่าที่วัดต้าเซี่ยงกั๋ว”
“ได้สิ! ได้สิ!” ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงตอบพลางยิ้มตาหยี และแลกเปลี่ยนรอยยิ้มเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างกับไทฮองไทเฮา
ถึงเวลานั้นคงจะไม่เจอ ‘คนเยอะมาก’ อีกใช่หรือไม่?
เจียงเซี่ยนแอบครุ่นคิดอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อย
สุดท้ายไทฮองไทเฮาก็ยังฟังคำพูดของนาง และคืนสาส์นของจ้าวเซี่ยวกลับไป
เจียงเซี่ยนโล่งอก ตอนที่ส่งฮูหยินเจิ้นกั๋วกงออกจากวังฉือหนิงก็เอ่ยกับฮูหยินเจิ้นกั๋วกงว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญต้องเจอท่านลุงใหญ่ ท่านว่าข้าจะพบท่านลุงใหญ่อย่างไรดี?”
“ข้าจะบอกลุงใหญ่ของเจ้า และให้เขามาเจอเจ้าแล้วกัน!” ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงช่วยจัดเสื้อด้านหน้าให้นางอย่างเอ็นดู และเอ่ยว่า “วันที่