ซ่งเสียนอี๋มองเจียงเซี่ยนที่ผิวขาวราวกับหิมะ ใบหน้าที่เยาว์วัยราวกับดอกสาลี่ที่บานบนยอดไม้ในเดือนสามนางตกใจจนตัวสั่น นึกถึงคำพูดที่อาจารย์ของนางเคยเอ่ยกับนาง ‘คนที่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปในวังนี้ได้ ไม่มีใครเป็นคนโง่สักคน คนอื่นไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้’
ความหนาวเย็นลุกลามจากปลายนิ้วของซ่งเสียนอี๋ขึ้นมาตลอดทาง แม้แต่หัวใจก็หนาวจนสั่น
“ท่านหญิง” นางกัดฟัน และเอ่ยเสียงสั่นว่า “ข้า…ข้าเคยเห็นแม่นมฟางล่อลวงฝ่าบาท…ขันทีเสี่ยวโต้วจึก็รู้เช่นกัน…พวกเขามักจะลอบพบกันในห้องอุ่นหลังท้องพระคลัง…นางกลัวจะสูญเสียความรักและความไว้วางใจจากฝ่าบาท จึงเคยให้ฝ่าบาทเขียนกลอนบทหนึ่งให้นาง บนกลอนประทับตราส่วนพระองค์ของฝ่าบาท กลอนบทนั้นอยู่ในกำมือข้า…”
เขียนกลอนรัก และยังประทับตราของฮ่องเต้ผู้เป็นตัวแทนแคว้นด้วย
เจียงเซี่ยนหลับตาลง
ยังมีใครโง่กว่าจ้าวอี้อีกหรือ?
หลี่เชียนแค่เขียนสิ่งที่ยืนยันความจงรักภักดี นางกลัวถูกคนพบเข้า จึงพกติดตัวไปด้วย…ทว่าคนสกุลฟางกลับปล่อยให้กลอนรักของจ้าวอี้ตกอยู่ในมือของซ่งเสียนอี๋
ชาติก่อนนางถูกคนอย่างคนสกุลฟางหลอกได้อย่างไร…
นางก็ไม่ได้ฉลาดมากขนาดนั้นเสียหน่อย!
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “กลอนรักนั้นอยู่ที่ไหน?”
ซ่งเสียนอี๋รู้สึกกลัวว่าเจียงเซี่ยนจะแย่งไพ่ตายไปขึ้นมาทันที