ยด้วย
เขาถอนใจโล่งอกราวกับรอดพ้นจากเคราะห์กรรมแล้ว
เมื่อนึกถึงว่าเมื่อครู่ตนเองขี้ขลาดแค่ไหน บนหน้าเหมียวจื่ออั๋งก็แสดงความไม่สบายใจ
ครั้นเห็นเฝ่ยไป๋ลู่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ทำหน้านิ่ง ต้องการกู้หน้าของตัวเองคืนมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดรุนแรงว่า “ใช่แล้ว! เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมแบบสุ่มของฉันสินะ ทำไมต้องแต่งตัวเป็นผีผู้หญิงให้ฉันกลัวด้วย? ไม่รู้หรือไงว่าฉันกลัวผีมากที่สุด?”
‘ใส่สีสันแล้วจะสวยงั้นสิ?’ ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็กวาดตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
“!” สีหน้าที่เพิ่งจะโกรธขึ้งของเหมียวจื่ออั๋งอ่อนลงทันที
ถึงแม้จะไม่ใช่ผีสาว แต่ก็ยังเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้ายอยู่ดี
ทันทีที่เขาก้มหน้าลงก็พบว่าตัวเองสวมเสื้อคลุมทำจากผ้าป่านสีขาว เขาตกใจกลัวมากจนแทบร้องลั่น
ท่ามกลางสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเฝ่ยไป๋ลู่ เขากลืนคำว่า ‘เช็ดเข้’ ลงไป
“นายเคยเข้าร่วมการแข่งขันมาก่อนหรือเปล่า? รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน? นายเชี่ยวชาญทักษะอะไร?” เนื่องจากอยู่ในทีมเดียวกัน เฝ่ยไป๋ลู่จึงถามสามคำถามติด ๆ กัน
“ไม่เคย นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าแข่ง ที่นี่คือที่ไหนฉันเองก็ไม่รู้ ส่วนสิ่งที่ฉันเชี่ยวชาญ… คือเข็มทิศฮวงจุ้ย…” เสียงของเหมียวจื่ออั๋งอ่อนลงเรื่อย ๆ จนแผ่วเท่ากับเสียงยุงหึ่ง ๆ เพราะไม่มั่นใจในทักษะของตัวเอง
แม้ถามแล้วจะไม่ได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์มากนัก แต่เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่ได้ผิดหวังมากเท่าไหร่ และเล่าสถานการ