ต่อสู้ไม่ทันมาตลอด”
อู่จย่งได้ยินคำพูดนี้ก็เอ่ยพลางรู้สึกขมฝาดในใจ “ฉีหลงมีลูกพี่หลานช่วยเขาไง เขาเลยมีสมาธิจดจ่อได้อยู่แล้ว…”
หลิงหลานเอ่ยขัดว่า “ไม่ใช่ ฉันจำได้ว่าในช่วงเวลาสามปีที่ฉันออกไปจากสถาบัน นายยังไล่ตามเขาไม่ได้อยู่ดี ต่อให้ไม่มีการช่วยเหลือของฉันก็ตาม นายไม่เคยคิดมาก่อนเลยหรือไงว่าเป็นเพราะอะไร?”
อู่จย่งอึ้งไป ใบหน้าเผยความสับสนออกมา เขาไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลิงหลานไปชั่วขณะ แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นคนเฉลียวฉลาด เมื่อความคิดหลายอันผุดขึ้นมา เขาก็เข้าใจแล้ว เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่นทันทีว่า “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เพราะว่าฉีหลงมีหานจี้จวิน มีลั่วล่าง มีหลินจงชิง มีเซี่ยอี๋…”
“ใช่ ฉีหลงยังมีข้อดีอีกอย่างก็คือเขายินดีเชื่อใจเพื่อน เขาเชื่อว่าเพื่อนของเขาสามารถจัดการเรื่องอื่นๆ ได้เรียบร้อย ดังนั้นเขาถึงไม่จำเป็นต้องแบ่งสมาธิ ยังคงตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในวิถีการต่อสู้” หลิงหลานพยักหน้ากล่าวว่า “ฉีหลงรู้ดีว่าบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของเขาคืออะไร และก็พยายามเพื่อบทบาทหน้าที่ของเขามาตลอด”
หลิงหลานพูดถึงตรงนี้ก็มองไปที่อู่จย่งแวบหนึ่งและเอ่ยว่า “ส่วนนาย นอกจากเชื่อใจเยี่ยซวี่แล้ว นายแทบจะเล่นบทบาทของคนอื่นเองหมดเลย…นายมีความกังวลเยอะแยะขนาดนั้น ย่อมสู้ฉีหลงในด้านวิถีต่อสู้ไม่ได้อยู่แล้ว”
อู่จย่งได้ยินถึงตรงนี้ก็ก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ สิ่งที่หลิงหลานพูดมาก็คือปัญหาในทีมของเขา ถึงแม้คน