ใหญ่ที่ประคองท้ายทอยผละออกไปแล้ว
เถียนฮวนเงยหน้าขึ้น เห็นอกเสื้อของกู้ฉางสุ่ยเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของนาง
บุรุษผู้นั้นก้มหน้าลงมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ตอนนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังไม่พอ เจ้าจะร้องต่ออีกสักหน่อยก็ได้นะ”
พรืด!
เถียนฮวนหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ไม่เป็นไร ข้าร้องพอแล้ว” นางส่ายหน้า “แม้สิ่งที่เห็นตรงหน้าจะทำให้ผิดหวังมากเพียงใด ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะฉะนั้นขอแค่ข้าได้ร้องไห้ระบายออกมาก็พอ ต่อจากนี้พวกเราจะทำอะไรก็ทำเถอะ!”
พูดจบ นางก็ยกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเช็ดน้ำตา
“เดี๋ยวก่อน!”
กู้ฉางสุ่ยกลับคว้ามื้อไว้อีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาจากที่ไหน เป็นผ้าไหมที่ซักจนสีซีดแต่ก็ยังนุ่มละมุน เขาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้านางอย่างเบามือ
“เรียบร้อยแล้ว!” เขาเก็บผ้าเช็ดหน้าไป ขมวดคิ้วมุ่น “พอเจ้าร้องไห้แล้วดูไม่ได้เลยจริงๆ ตาบวมราวลูกท้อ น่ากลัวชะมัด ต่อไปเจ้าอย่าร้องอีกเลยนะ ข้าพูดจริง ลำพังแค่ข้าตกใจยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าทำให้คนอื่นตกใจ ข้าต้องตามไปขอโทษเขาอีกนะ”
เถียนฮวนรีบถลึงตาใส่เขาทันที “ท่านกล้าว่าข้าขี้เหร่งั้นหรือ”
กู้ฉางสุ่ยกลับตบ