ัง พวกแกกลับไม่มีใครพูดถึงเลย”
เชียนหนิงยิ้มอย่างเยาะเย้ย แต่ว่ายิ้มไปสักครู่กลับร้องไห้โฮออกมา เด็กหนุ่มอายุเพียงแค่สิบแปดเช่นนี้ก็ต่างจากเด็กน้อยเพียงนิดเดียว เวลาร้องไห้ก็เหมือนกับเด็กน้อยจริงๆ
แต่พอร้องสะอึกสะอื้นได้ไม่กี่วินาที เขาก็เช็ดน้ำตาออกจนแห้ง
“ฉันเห็นแกแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดแทน หรือไม่แกก็พาคนสำคัญคนนั้นของแกหนีไปเลย หนีออกไปจากที่นี่ตลอดไป”
เฉินเฟิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองไปพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร
แต่พูดออกไปแล้ว เขากลับหวังอยากจะให้เชียนหนิงตอบโต้กลับมา
เชียนหนิงหลับตาแล้วก้มหน้าลง ก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่
“ฉันจะพาเธอหนีไป” เชียนหนิงพูดพึมพำ
เฉินเฟิงฟังไม่ชัดเจนว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ จึงถามว่า “แกจะทำอะไรนะ?”
“แกพูดถูกแล้ว ฉันจะต้องพาเธอหนีไป ฉันไม่อยากให้เธอแต่งงานกับคนแซ่อู๋ ไม่อยากให้เธอตกนรกทั้งเป็น ฉันจะไปช่วยเธอ”
คราวนี้เฉินเฟิงได้ยินชัดเจนแล้ว แต่กลับตกใจขวัญกระเจิงไปเลย
งานเลี้ยงวันหมั้นที่ตระกูลเชียนตระกูลอู๋ทั้งสองฝ่ายต่างรอคอยนั้น ถ้าหากเจ้าสาวเกิดหายไปอย่างกะทันหัน ท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อที่มาร่วมงามเต็มไปหมด ตระกูลเชียนตระกูลอู๋ที่ยืนรับหน้าอยู่ตรงหน้าเวทีพวกเขาจะจัดการอย่างไร แล้วพวกเขาจะพูดอะไรได้บ้าง
เฉินเฟิงนึกภาพไม่ออกเลย อีกทั้งยังไม่นึกไม่ออกเลยว่าคนทั้งโลกจะหัวเราะเยาะสองตระกูลนี้อย่างไร
“แกอย่าคิดทำเรื่องโง่ๆนะ!” เฉินเฟิงรีบเตือนสติ
เชียนหนิงส่ายห