ละเขาไม่อยากทำให้ทุกคนลำบากใจด้วยเช่นกัน จึงยิ้มกล่าว “ข้าโชคดีทีเดียว ได้พบเจอคนดีๆ ถึงได้พอใช้ชีวิตรอดไปได้”
คำพูดของเขาไม่มีแรงโน้มน้าวแม้สักนิด หากเขามีชีวิตที่ดีจริงๆ เด็กหนุ่มอายุสิบสามเช่นเขาจะสูงเพียงเท่านี้ และมีรูปร่างผอมแห้งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
แต่ในเมื่อเขาไม่อยากพูด พวกเขาก็จะไม่ถามอีก เพียงกล้ำกลืนความกลัดกลุ้มใจไว้ แล้วเผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าแทน
“วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ และเป็นวันไหว้พระจันทร์แรกที่พวกเราอยู่ด้วยกัน ข้าหวังว่าในทุกวันไหว้พระจันทร์ทุกปีหลังจากนี้ พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้ ล้วนมีความสุขเหมือนเช่นในวันนี้นะ” ไป๋จื่อลุกขึ้น ถือถ้วยสุราไว้ในมือ “ข้าขอดื่มให้ทุกคนสักถ้วย”
ทุกคนลุกขึ้นยืนเช่นกัน ถ้วยสุราหกใบกระทบเข้าด้วยกัน ส่งเสียงกังวานเสนาะหู รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
เหล้าบ๊วยอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองชิงหยวนมีรสชาตินุ่มนวลและออกรสหวาน เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะได้กลิ่นผลไม้สายหนึ่ง ไป๋จื่อรู้สึกปีติยิ่ง บวกกับเหล้านี้มีรสชาติยอดเยี่ยม จึงดื่มเข้าไปหลายแก้วโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ใครจะไปรู้ว่าฤทธิ์เหล้าบ๊วยนี้จะไม่น้อยเลย ไม่เพียงแต่ไป๋จื่อเท่านั้นที่ดื่มแล้วเมามาย แม้แต่จ้าวหลานและซู่เอ๋อก็คอพับคออ่อนเช่นกัน
อาอู่กล่าวกับเสี่ยวเฟิง “เจ้ายังเด็กอยู่แท้ๆ แต่คอแข็งทีเดียวนะ”
เสี่ยวเฟิงยิ้มพลางเกาศีรษะ “ข้าเริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่ห้าขวบแล้ว ค่อยๆ