เจ้า เจ้าอยู่ต่อก็ช่วยอะไรไม่ได้ สู้จากไปให้ไกล พ่อของเจ้าจะได้วางใจ และร่วมกันทำการใหญ่กับข้าได้”
เขาพูดกับโจวกังอีกว่า “ข้ารู้จักคนคนหนึ่ง นางเชี่ยวชาญวิชาแพทย์มาก หากเสี่ยวเฟิงไปหานางที่นั่น อาจจะรักษาโรคที่เป็นมาตั้งแต่เกิดได้”
โจวกังพลันมีสีหน้าปีติ “เช่นนั้นก็ดียิ่ง!”
ทั้งสามคนสนทนากันต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนที่หูเฟิงจะหันไปมองสีท้องฟ้าข้างนอกกระโจม กล่าวว่า “สายแล้ว ขืนพวกข้ายังไม่ออกไปอีก ผู้คุมข้างนอกนั่นคงจะสงสัย พวกเจ้ารักษาร่างกายให้ดี ข้าจะหาโอกาสนำยามาให้พวกเจ้าสักหน่อย แต่อย่าให้ผิดสังเกต”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็พาเสี่ยวเฟิงออกไป คืนกระบอกน้ำที่ว่างเปล่าไว้ที่ข้างเอวของผู้คุม แล้วถือกล่องอาหารออกจากค่ายบูรพาที่เจ็ดไป
“ไยเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ ไปทำอะไรมาหรือ” จูซื่อกำลังหั่นผัก เดิมทีงานนี้เป็นความรับผิดชอบของหูเฟิง ทว่าหูเฟิงไม่อยู่ เขาจึงรับหน้าที่แทนก่อน
หูเฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ กล่าวด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่เพียงลำพัง คนอื่นเล่า”
จูซื่อชี้ไปยังยอดเขาที่อยู่ไม่ไกล “ไปเก็บฟืน ทีแรกข้าก็จะไปด้วยเช่นกัน ทว่าเจ้ายังทำงานนี้ไม่เสร็จไม่ใช่รึ ข้าเลยว่าจะทำให้ก่อนแล้วค่อยไป”
ชายหนุ่มมองตามนิ้วของจูซื่อไปยังยอดเขาลูกนั้น ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
จูซื่อกวาดผักที่อยู่บนเขียงลงไปในถังไม้ใบใหญ่ ก่อนที่เขาจะดึงแขนเสื้อของหูเฟิง “ในที่สุดก็ทำเสร็จเสียที ต้องไปเก็บฟืนแล