ี่ยวเฟิงถึงจะวางใจ ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาถลันไปคุกเข่าลงตรงหน้าหูเฟิง “พี่หู พ่อของข้าเป็นคนดี เขาไม่ใช่จารชน และไม่มีทางเป็นจารชนไปได้ ข้าขอร้องท่านล่ะ ท่านช่วยข้าด้วยนะ” ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงได้กล้าเอ่ยวาจาที่ไม่เคยกล้าเอ่ยกับใครมาก่อน ต่อหน้าคนที่เพิ่งรู้จักกันตรงหน้าผู้นี้
“จารชน?” เขาเหล่มองนักโทษอีกคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างๆ พ่อของเสี่ยวเฟิง ในกระโจมหลังนี้ขังคนไว้ทั้งหมดสองคน ล้วนเป็นจารชนหมดเลยหรือไร
“พ่อของเจ้าชื่อว่าอะไร” หูเฟิงถาม
เสี่ยวเฟิงยืดอก ตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด “พ่อขอข้าชื่อโจวกังขอรับ”
หูเฟิงตัวสั่นเทิ้มเล็กน้อย หัวใจที่อยู่ตรงหน้าอกเต้นโครมครามอย่างรวดเร็ว “โจวกัง? โจวกัง รองผู้บัญชาการแห่งกองทหารม้าหุ้มเกราะอย่างนั้นหรือ”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านพ่อของข้าเป็นรองผู้บัญชาการกองทหารม้าหุ้มเกราะ” เสี่ยวเฟิงรู้สึกทึ่ง
หูเฟิงไม่ตอบเด็กหนุ่ม เขารีบพลิกร่างของโจวกังกลับมา ปัดผมเผ้ารุงรังที่อยู่บนใบหน้าออก ใบหน้านั้นเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เต็มไปด้วยรอยแผล แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็จำใบหน้านี้ได้
เสี่ยวเฟิงร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง ท่านพ่อของเขา ผู้ที่ในอดีตน่าเกรงขามและเก่งกาจ บัดนี้มีสภาพเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้ว
“เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไป เร็วเข้า ไปนำกระบอกน้ำจากตัวผู้คุมที่อยู่ข้างนอกมา” หูเฟิงกล่าวกับเสี่ยวเฟิง
เด็กหนุ่มปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะรับคำออกไป
หูเฟิงใช้มือข้างห