องเป็นคู่ชีวิตกันมาสิบกว่าปี จะไม่รู้นิสัยของเขาหรืออย่างไร แค่หัวคิ้วของเขาขยับเล็กน้อย นางก็รู้แล้วว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้ารอง ตั้งแต่พวกเจ้าไล่จ้าวหลานที่เป็นเหมือนวัวเหมือนม้าของสกุลไป๋ เจ้าก็รู้ว่าย่อมมีวันที่เสบียงอาหารของพวกเราหมดลง สกุลไป๋ ไปจนถึงสกุลจางของพวกข้า ไม่มีใครจะอยากเลี้ยงคนไม่ทำงานอย่างใจกว้างหรอกนะ หากจะกินก็ต้องลงมือด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นก็ทำได้เพียงหิวไปเรื่อยๆ”
ระหว่างเดินอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ร้อนระอุ พวงแก้มของไป๋เจินจูถูกแดดจนปวดแสบปวดร้อน ผิวที่เดิมทีไม่นับว่าขาว หลังจากกลับไปต้องดำยิ่งกว่าเดิม “ถ้ามีรถม้านั่งก็คงดี”
เจ้ารองก็ถอนใจเสียงหนึ่ง “หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ข้าต้องเตรียมตัวไว้ก่อนแน่ และหากพวกเราสกุลไป๋ไม่ได้ไล่จ้าวหลานและไป๋จื่อออกไป รถม้าที่ใต้เท้าเมิ่งส่งมาในวันนี้ ย่อมต้องเป็นของพวกเราสกุลไป๋ใช่หรือไม่ ออกจากบ้านนั่งรถม้า น่าเกรงขามทีเดียว!”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจในภายหลัง น่าเสียดายที่บนโลกนี้แต่ไหนแต่ไรไม่มียาใดรักษาอาการเสียใจในภายหลังเช่นนี้ได้
…
ภูเขาลั่วอิง
ไป๋จื่อให้องครักษ์จินถอนรถม้าออกก่อน จากนั้นผูกม้าสี่ตัวไว้ใต้ร่มไม้ แล้วถึงใช้ถังเล็กๆ ที่เตรียมไว้บนรถมาตักน้ำให้พวกมันดื่ม พวกมันจะได้ไม่ต้องทรมานใต้ดวงอาทิตย์ที่ร้อนแผดเผาเช่นนี้
เมิ่งหนานมองป่าเขามืดครึ้มและหนาทึบตรงหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วถาม “พวกเจ้าจะเข้าป่าไปทำอะไร ล่าสัตว์หรือ”