ัดริมฝีปาก ก่อนจะก้าวเข้าไปยกเท้าขึ้นเหยียบเท้าของเขาอย่างแรง “ข้าต้องการให้เจ้าไสหัวไป เดี๋ยวนี้”
แม้จะถูกนางเหยียบเท้า แต่เรียวคิ้วของเขาไม่ได้ขมวดแม้แต่น้อย ขาเล็กๆ จากตัวเล็กๆ ของนางเช่นนี้ เหยียบเข้าแล้วไม่ต่างอะไรกับยุงกัด ไม่เจ็บเลยสักนิด
“อย่าลืมเกี๊ยวมื้อเย็น”
ไป๋จื่อไม่สนใจเขา เพียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ เท่านั้น
“เป็นอะไรไป โกรธใครมาหรือ” จ้าวหลานวางเข็มและด้ายในมือ แล้วเงยหน้ามองบุตรสาว
บุตรสาวส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่ตกใจกลัวสุนัขเห่าเท่านั้น ไม่มีอะไร”
จ้าวหลานมองนางครั้งหนึ่ง “เจ้าก็โตถึงเพียงนี้แล้ว จะยังกลัวสุนัขเห่าได้อย่างไร ข้ายังคิดว่าเจ้ากล้าหาญเสียอีก”
เด็กสาวหยิบหมั่นโถวในจานขึ้นมากัดเข้าปากคำหนึ่ง คราวนี้จึงพูดไม่ค่อยรู้เรื่องนัก “ความจริงข้าไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ มันจะร้องขึ้นมา ข้าจึงตกใจกลัว”
เบื้องหน้าของนางปรากฏใบหน้าที่คล้ายยิ้ม แต่ว่าไม่ยิ้มของหูเฟิง…นางอยากจะตีปากของตนเองสักครั้ง เหตุใดถึงพูดเช่นนั้นกับบุรุษผู้หนึ่งได้ แล้วเขาควรจะคิดอย่างไรกับนาง
ที่นี่ไม่ใช่ศตวรรษที่ยี่สิบสาม ไม่มีใครเห็นคำพูดพรรค์นี้เป็นเรื่องตลก…
มารดาสิ เกลียดปากนี้ของตนเองเสียจริง
อาจจะเป็นเพราะทำงานทั้งเช้าจนเหนื่อยเกินไป ครั้นกินข้าวเสร็จนางจึงรู้สึกง่วงยิ่งนัก หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายในทันที ลืมเรื่องน่าอายเมื่อครู่นี้ไปจนหมดสิ้น
จ้าวหลานช่วยนางห่มผ้าบางๆ พลาง