สามเหลี่ยมที่เคยใช้ปราบนักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้นั่นแหละ คือธงเรียกวิญญาณที่ผมใช้ในตอนนี้
ผมง้างปากศพออกโดยไม่สนว่ามันจะตายตาไม่หลับ จ้องผมด้วยดวงตาเบิกโพลงก็ตาม
บนฝั่งไม่เหมือนในน้ำ ขอแค่มันไม่ลุกขึ้นมาก็ไม่มีทางก่อคลื่นอะไรได้อีก
ผมปักธงเรียกวิญญาณลงไปตรงปากศพโดยตรง
เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เพราะผมไม่รู้วันเดือนปีเกิดของผู้ตาย
การปักธงลงที่ตัวศพจึงเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด
เมื่อปักธงเสร็จ ผมชูมือทั้งสองขึ้น ผสานมุทราตามรูปแบบของวิชาเรียกวิญญาณ แล้วฟาดมือลงตรงกระหม่อมศพทันที
มือเปียกชื้นไปหมด กลิ่นเหม็นเน่าของศพโชยขึ้นมา
ผมหันหน้าไปทางผิวน้ำ ตะโกนออกไปเสียงดัง “กายมีอายุ วิญญาณมีจิต ตายแล้วไฟมอด ดวงจิตยังสถิต ฟ้ามีเจ็ดดาวนำทาง แผ่นดินมีอาจารย์ชี้แนะ กลับมา! กลับมา! กลับมา!”
ผมตะโกนซ้ำสามครั้งเต็มเสียง
ธงเรียกวิญญาณที่ปักอยู่ในปากศพพลันสะบัดขึ้นเองแม้ไม่มีลมพัด ธงกางออกพร้อมกับลมเย็นพัดวูบ
“ฟู่ว…ฟู่ว…ฟู่ว…”
ลมพัดกระหน่ำ ผิวน้ำตรงหน้าเริ่มมีคลื่นซัดเข้าหาฝั่งอย่างรุนแรง
ภายใต้ตาทิพย์ของผม ผมเห็นเงาคนเงาหนึ่งกำลังค่อยๆ ปีนขึ้นฝั่งจากท่ามกลางคลื่น
เขาขยับได้ลำบาก เหมือนตรงตลิ่งลื่นมาก
ทุกครั้งที่เขาออกแรงจะถูกคลื่นซัดกลับลงไปในน้ำเล็กน้อย
เขาพยายามขึ้นฝั่งอยู่หลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวเกินสิบหน
ผมเห็นว่าไม่ได้ผลดีนักจึงหันไปพูดกับพี่เหมิ่ง “พี่เหมิ่ง ช่วยหยิบโซ่เหล็กดำในถุงแปดทิศให้หน่