บาะด้านในและรอบนอกไม่มีใครเลย
ประตูทำงานเองโดยอัตโนมัติราวกับเป็นกลไกไฟฟ้า
แต่ผมรู้ดี รถเก่าขนาดนี้ไม่มีทางมีประตูระบบไฟฟ้าแน่
ผมก้มลงมองแอ่งน้ำเบื้องล่างอีกครั้ง
ผมเห็นเงาวิญญาณจำนวนมากกำลังมุดเข้าไปในตัวรถจากเงาน้ำ
ลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำไหลเข้าสู่ห้องโดยสาร
ขณะเดียวกัน กระจกหน้าต่างฝั่งคนขับก็ค่อยๆ ลดลงทีละนิด ผมมองเห็นชายคนขับได้ชัดเจนกว่าเดิมผ่านช่องแคบๆ นั้น
ใบหน้าเขาซีดขาวราวกับไร้เลือด ดูเหมือนคนตายที่ยังเคลื่อนไหวได้
เขามองมาที่ผม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “พี่ชายขึ้นรถไหม ห้าหยวนต่อคน!”
ผมยกมือขึ้นปฏิเสธ “ไม่ล่ะ”
คนขับรถดันแว่นกรอบดำขึ้นเล็กน้อย “ฝนตกแล้ว นี่เป็นรถเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้ ขึ้นมาทนเบียดนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ คิดแค่สามหยวนพอ”
ผมเหลือบมองไปที่ประตูรถที่ยังเปิดค้างอยู่ ข้างในดูว่างเปล่า แต่ในหัวของผมกลับจินตนาการออกว่าถ้าผมเปิดตาทิพย์ คงเห็นวิญญาณเบียดเสียดกันเต็มคันรถแน่
ผมยังคงส่ายหัว “ไม่ล่ะ พวกนายไปตามทางของพวกนายเถอะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนขับรถก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาเพียงแค่ดันแว่นอีกครั้ง มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ หมุนกระจกปิดลง
ประตูเลื่อนด้านหลังที่เปิดอ้าก็ปิดดัง “ปัง!”
จากนั้นรถตู้เก่าคร่ำคร่าก็ค่อยๆ แล่นออกไปโดยไร้เสียงเครื่องยนต์
ผมก้มมองไปที่แอ่งน้ำหน้าป้ายรถบัส เงามืดที่เคยปรากฏอยู่บนน้ำ บัดนี้หายไปหมดแล้ว
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงัด คว