ดับลง
ผ่านไปประมาณเจ็ดถึงแปดนาที กระแสลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านมา
เปลวไฟลุกไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียง “วู่วววว”
เศษกระดาษเหลืองที่กำลังลุกไหม้ถูกพัดขึ้นไปบนฟ้า กระจัดกระจายไปทั่ว
แต่ว่าฝนยังคงโปรยปราย
กระดาษที่ถูกพัดลอยขึ้นไปจึงถูกละอองฝนทำให้เปียกจนมอดดับ
แต่ที่แปลกคือ เศษกระดาษเหล่านั้นกลับยังคงลอยไปมากลางอากาศราวกับมีบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมอยู่
พวกมันค่อยๆ ลอยวนเวียนรอบป้ายรถบัส…
ขณะนั้นเองไฟสลัวของป้ายรถบัสกะพริบดัง “ปึบๆ” สองครั้ง ก่อนจะดับสนิท
รอบด้านถูกปกคลุมด้วยความมืดในทันที
มีเพียงเปลวไฟสีเขียวสลัวที่ยังลุกโชติช่วงอยู่ตรงหน้าป้าย
“วู่วววว…”
สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบมาอีกครั้ง ก่อนที่รถบัสเก่าโทรมคันหนึ่งจะแล่นเข้ามาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
มันเคลื่อนที่อย่างเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ ไฟหน้าก็มืดสนิท ทว่าภายในกลับมีแสงสีเหลืองมัวสลัวส่องออกมา
แม้จะอยู่ไกล ผมก็จำมันได้ทันที
มันคือรถบัส JK7231 คันเดียวกันกับที่เคยปรากฏมาก่อน
หัวใจผมกระตุกเล็กน้อย พลางมองมันใกล้เข้ามา
รถบัสเคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้าผมอย่างแผ่วเบา ไม่มีเสียงเบรก ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ มีเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวรถ
มันให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่รถบัส แต่เป็นตู้แช่แข็งขนาดใหญ่
ประตูรถเปิดออกพร้อมเสียง “แกร๊ก”
ผมเงยหน้าขึ้น เห็นคนขับเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
เขาหันมามองผม แล้วยิ้ม