นขายของอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อถึงช่วงเย็น ผมปิดร้านและออกเดินทาง
ก่อนจะไปยังจุดขึ้นรถ ผมโทรหาพี่เฉา เพราะผมรับปากไว้ว่าจะช่วยให้เขาได้พบภรรยาและลูกที่จากไปในรอบสิบสองปี
สายถูกรับอย่างรวดเร็ว
พี่เฉาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ แสดงความตื่นเต้นสุดขีด เขาบอกว่าเตรียมตัวพร้อมแล้ว และถามว่าจะให้ไปพบที่ไหน
ผมจึงบอกเขาว่า คืนนี้ให้ไปคอยที่ท่าเรืออวี๋จุ่ย
พี่เฉาพยักหน้ารับ และกล่าวขอบคุณผมซ้ำๆ
หลังจากวางสาย ผมก็ขึ้นรถกลับไปที่มหาวิทยาลัย
ระหว่างทาง ผมเปิดแผนที่ ตรวจสอบเส้นทางของรถบัสสาย ‘330’ อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจุดที่ผมต้องขึ้นรถคือที่ไหน และเมื่อขึ้นไปแล้วควรจะทำอะไรต่อ
เมื่อถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงหกโมงเย็นพอดี
ผมไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยทันที แต่เดินไปหาลุงอวี๋ก่อน
ลุงอวี๋เคยบอกให้ผมมารับ ‘อาหารคนตาย’ จากเขาในช่วงบ่ายของวันนี้เพื่อใช้ป้องกันตัว
ผมเห็นแผงขายหมึกย่างของลุงอวี๋จากไกลๆ
วันนี้ดูเหมือนเขาจะขายดี มีลูกค้าเข้าแถวยืนรอหลายคน
“ลุงอวี๋” ผมเดินเข้าไปใกล้พร้อมเรียกชื่อเขา
ลุงอวี๋กำลังยุ่งอยู่กับลูกค้า แต่เมื่อเห็นผมมา เขาก็หยุดมือทันที
“เสี่ยวเจียง รอสักครู่” พูดจบ เขาก็ก้มตัวลงไปค้นบางอย่างจากกล่องใต้รถสามล้อ
ไม่นานเขาหยิบถุงผ้าหนึ่งใบขึ้นมาแล้วยื่นให้ผม “เสี่ยวเจียง ในนี้มีพริกป่น แต่มันไม่ใช่พริกป่นธรรมดา เอาไว้ใช้ป้องกันตัว เวลาคับขันให้โยนใส่ตาเป้าหมาย”
เพราะมีลู