ขึ้นทันที
ลุงอวี๋เองก็สะดุ้ง เห็นได้ชัดว่ากระทั่งเขาก็ไม่แน่ใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
จู่ๆ เสียงของผียายเฒ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ทุบสิ! ทำไมไม่ทุบต่อแล้วล่ะ”
พูดจบ มันก็ส่งเสียงหัวเราะแหลมต่ำ “ขิกๆๆ” ฟังดูน่าสยดสยอง
ผมจ้องไปยังเงาในกระจกที่เหลืออยู่
ผียายเฒ่าคนเดิมในชุดผ้าฝ้ายสีเทา หลังค่อม รอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าที่ยิ่งมองก็ยิ่งขนลุก
ผมเอ่ยกับลุงอวี๋ “ลุงอวี๋! เรามาเผาผ้าขาวนี่ก่อน ดูซิว่ามันจะยังหัวเราะได้อีกไหม!”
ทันทีที่ผมพูดจบ สีหน้าของผียายเฒ่าที่กำลังหัวเราะอยู่นั้นก็แข็งค้างไป
ในกระจก มันจ้องผมเขม็ง ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ
“เด็กน้อย! เจ้าไม่กล้าหรอก!”
ทันใดนั้นกระจกที่เหลืออยู่กว่าร้อยบานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียดสีกับผนังจนเกิดเสียง
“ติงๆๆ”
เสียงนั้นฟังดูผิดปกติและชวนให้ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“งั้นก็มาดูกันว่าฉันกล้าหรือไม่”
ลุงอวี๋มองผียายเฒ่าในเงาสะท้อนของกระจกที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่รอบๆ ก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า “เผา!”
ผมหยิบไฟแช็ก เดินไปยังเตาไฟ ตั้งใจจะจุดไฟเผาผ้าขาวนั่นทันที
“แกร๊กๆๆ” แต่ไม่ว่าจะจุดไฟแช็กกี่ครั้ง ไฟก็ไม่ติด
ทุกครั้งที่เปลวไฟลุกขึ้นจะมีลมเย็นพัดวูบออกมาจากที่ไหนไม่รู้ ดับไฟลงทันที
ยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งหมายความว่าผ้าขาวนี้ต้องเป็นจุดอ่อนของมัน เราจำเป็นต้องเผาให้ได้!
ลุงอวี๋เห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ เข้าใจแล้ว! ผ้าขาวนี่คือร่าง ส่วนกระจกพว