นักขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจคิดอะไรมากไปกว่านี้ ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า แล้วพยักหน้าขอบคุณชายชราทันที
“ขอบคุณครับ ขอบคุณ…”
พูดจบ ผมถือชามกระเบื้องสีขาวแน่น เดินเข้าไปในศาลาด้วยหัวใจที่เต้นแรงและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ยิ่งเข้าไปใกล้ ความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวก็ยิ่งชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นใบหน้าซีดเหลืองเหมือนขี้ผึ้งของพวกเขา ร่างกายผมยิ่งรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก...
ผมก้มศีรษะลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตากับสิ่งสกปรกเหล่านี้แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาหวิวว่า “ขอโทษครับ ขอทางหน่อยนะครับ ขอบคุณ…ขอบคุณ…”
ผมพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น อย่ากลัว อย่าตื่นตระหนก แต่ถึงจะพยายามพูดแบบนั้น เสียงของผมก็ยังสั่น ร่างกายก็สั่นเทิ้มจนหยุดไม่ได้
ศาลาหลังนี้ไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อผมก้าวเข้าไป พวกเขาก็ยอมขยับหลบให้จนเกิดช่องว่างเล็กๆ
ตำแหน่งที่พวกเขาเว้นให้คือใต้โต๊ะหินตรงกลางศาลาซึ่งพอให้ผมนั่งได้คนเดียว
ผมถือชามกระเบื้องสีขาวในมือ กอดเข่าแน่น และนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะหิน
ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุมได้ ฟันกระทบกันเป็นจังหวะ “กึกๆๆ”
รอบตัวผมล้วนมีแต่สิ่งสกปรกที่เข้ามาหลบฝน ผมไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าตัวเองมาอ